
รู้จัก มะละกอ ผลไม้แคลน้อย ดีต่อสุขภาพ พร้อมวิธีปลูกให้โตเร็ว
มะละกอ ผลไม้จากต่างแดนที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน จะนำมาทานสุกหรือดิบก็ได้ แถมยังเป็นผลไม้แคลอรี่ต่ำ และสรรพคุณมากมายอีกด้วย บทความนี้จะพารู้จักมะละกอให้มากขึ้น พร้อมแนะนำ วิธีปลูกมะละกอ และสรรพคุณต่าง ๆ ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลยค่ะ!
มะละกอ คืออะไร
ชื่อวิทยาศาสตร์: Carica papaya L.
ชื่อสามัญ: Papaya, Melan Tree, Paw Paw
ชื่ออื่น ๆ : ก้วยลา (ยะลา), แตงต้น (สตูล), มะก้วยเทศ (ภาคเหนือ), มะเต๊ะ (มาเลย์-ปัตตานี), ลอกอ (ภาคใต้), บักหุ่ง (ภาคอีสาน)
วงศ์: CARICACEAE
ถิ่นกำเนิด: อเมริกากลาง
มะละกอ (Papaya) เป็นผลไม้ที่พบได้ทั่วทุกภาคในประเทศไทย มีราคาค่อนข้างถูก หาง่าย สามารถรับประทานได้ทั้งสุกและดิบ ผลสุกมีรสหวาน อร่อย อุดมด้วยสารอาหารมากมาย ส่วนผลดิบนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย เช่น ส้มตำ มะละกอผัดไข่ แกงเหลืองมะละกอกุ้ง แกงมะละกอใส่หมู ฯลฯ
มะละกอมีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง โดยสันนิษฐานว่านำเข้ามาในประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในเกือบทุกพื้นที่ ความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 2 – 10 เมตร แล้วแต่สายพันธุ์ ผลมีสีเขียว เมื่อสุกจะเป็นสีเหลืองหรือสีส้ม มีเม็ดเล็ก ๆ อยู่ภายใน ใบและก้านใบมียางเหนียว
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของ มะละกอ

- ลำต้น: ไม้ล้มลุก ต้นอวบน้ำ ลำต้นตั้งตรง ไม่แตกกิ่ง ไม่มีแก่น มีรอยแผลเป็นของก้านใบที่หลุดร่วงไป มีน้ำยางสีขาวทั่วลำต้น ความสูง 2 – 10 ม. อายุหลายปี
- ใบ: ใบเดี่ยว ความยาว 25-60 ซม. ลักษณะโคนใบเว้า ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเว้าเป็นแฉกลึก 7-11 แฉก (คล้ายนิ้วมือ) ใบด้านบนสีเขียวเข้ม ท้องใบสีเขียว ออกเรียงสลับรอบต้นบริเวณยอด
- ดอก: ดอกช่อสีขาวนวล ออกที่ซอกใบ กลิ่นค่อนข้างหอม มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว 1.5 – 2.5 ซม. ส่วนดอกเพศเมียออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ
- ผล: รูปยาวรี ปลายแหลม (บางพันธุ์ปลายมน) ผลดิบมีเนื้อสีขาวอมเขียว ผลสุกมีเนื้อสีแดงส้ม เนื้อหนาอ่อนนุ่ม รสชาติหวาน ด้านในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดเป็นรูปไข่สีน้ำตาลดำ ผิวขรุขระ มีถุงเมือกหุ้ม
7 สายพันธุ์ มะละกอ นิยมปลูกในไทย
มะละกอทั้งในไทยและต่างประเทศมีหลากหลายสายพันธุ์ และมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป แต่มะละกอที่น่าปลูกและได้รับความนิยมในประเทศไทยหลัก ๆ มี 7 สายพันธุ์ ดังนี้
1.มะละกอแขกนวลดำเนิน
- สายพันธุ์ยอดนิยม สำหรับการนำทำมาทำส้มตำ ลักษณะเด่นคือต้นเตี้ย ผลยาว เปลือกสีเขียวนวล เนื้อแน่น กรอบ
2.มะละกอแขกดำศรีสะเกษ
- สามารถนำมาทานได้ทั้งสุกและดิบ ลักษณะคือลำต้นเตี้ย อวบน้ำ ใบหยักสีเขียวเข้ม ผลยาวทรงกระบอก และให้ผลดก
3.มะละกอแขกดำดำเนิน
- มีลักษณะเป็นพุ่มเตี้ย ก้านใบสีเขียวอ่อน ลำต้นแข็งแรง ผลมีขนาดปานกลาง ทรงยาวรี ใช้ทำส้มตำก็ได้ กินสุกก็ได้ เนื้อมีสีส้มแดง หวาน
4.มะละกอพันธุ์ครั่ง
- เมื่ออายุ 1-3 เดือน จะมีจุดสีแดงอมม่วง คล้ายสีเลือดครั่ง (ที่มาของชื่อ) ผลดิบเนื้อสีขาวขุ่น กรอบแน่น รสชาติหวานเล็กน้อยเมื่อเป็นผลดิบ ถูกพัฒนาสำหรับทำส้มตำโดยเฉพาะ
5.มะละกอพันธุ์เรดเลดี้
- ผลทรงยาวรี โคนเล็ก ปลายแหลม ให้ผลผลิตเร็ว ผลสุกมีรสหวาน เนื้อของผลสีสวย แดงออกส้มหรือชมพู เหมาะกับการกินสุกมาก สายพันธุ์ใหม่ขายได้ราคาดี
6.มะละกอพันธุ์ฮาวาย
- ผลขนาดเล็กกะทัดรัด รูปทรงคล้ายหลอดไฟ รสชาติหวาน อร่อย ราคาสูงกว่ามะละกอทั่วไป เป็นมะละกอที่ขายในห้างสรรพสินค้าและส่งออกต่างประเทศ
7.มะละกอพันธุ์เรดแคริบเบียน
- ผลคล้ายพันธุ์ฮาวายแต่ขนาดใหญ่กว่า เนื้อหนา สีแดงส้ม รสชาติหวาน เหมาะแก่นำไปแปรรูปบรรจุกระป๋อง
สรรพคุณ และประโยชน์ของมะละกอ

มะละกอเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณและประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ดังนี้
1.ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องผูก
มะละกอดิบและสุกมีไฟเบอร์สูง มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยระบบการขับถ่าย บำรุงธาตุ แก้ท้องผูก ช่วยกำจัดคราบโปรตีนเก่าที่ร่างกายย่อยไม่หมด ทั้งยังมีสารช่วยเคลือบกระเพาะและลำไส้ ลดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดีขึ้น
2.ช่วยระบบทางเดินอาหาร
สารอาหารในมะละกอช่วยป้องกันการเกิดโรคจากมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ เส้นใยอาหาร จับพิษสารก่อมะเร็งในสารอาหาร ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
3.ช่วยบำรุงสายตา
มะละกออุดมไปด้วยวิตามินเอ ช่วยการทำงานของจอประสาทตาและการมองเห็น เบต้าแคโรทีนในมะละกอมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อม
4.เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
มะละกอมีวิตามินเอ วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย
5.บรรเทาอาการเลือดออกตามไรฟัน
วิตามินซีในมะละกอ มีส่วนช่วยในการป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรงและเลือดหยุดไหล
6.บำรุงเลือด บำรุงน้ำนม
สารอาหารในมะละกอมีส่วนช่วยบำรุงเลือด และช่วยขับน้ำนมให้คุณแม่หลังคลอดให้ไหลดีมากขึ้น มะละกอสุกยังช่วยผ่อนคลายระบบประสาทของคุณแม่อีกด้วย
7.ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
มะละกอมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคหัวใจที่มีสาเหตุจากเบาหวานได้ ซึ่งวิตามินซีและอีช่วยการทำงานของเอนไซม์พาราออกโซโนส ต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระของคอเรสเตอรอล เส้นใยอาหารยังช่วยลดคอเลสตอรอล กรดโฟลิกใช้เปลี่ยนกรดอะมิโฮโมซิสเทอีนเป็นกรดอะมิโนซิสเทอีนดี
8.มีเบต้าแคโรทีนช่วยต้านมะเร็ง
เบต้าแคโรทีนมีส่วยช่วยในการป้องกันเซลล์ร้ายที่เกิดขึ้นกับร่างกาย มะละกอจึงเป็นผลไม้ช่วยต้านมะเร็งที่น่าสนใจ
9.ฤทธิ์ต้านอักเสบ
มะละกอมีเอนไซม์ปาเปนและไคโมปาเปนช่วยย่อยโปรตีน ลดการอักเสบ กระตุ้นการสมานแผล จากงานวิจัยพบว่า สารสกัดจากเปลือกมะละกอดิบช่วยเร่งการสมานแผล นอกจากนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอีในมะละกอ ยังช่วยในการต้านการอักเสบเช่นกัน ดีต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด โรคข้อเสื่อม และข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยในปัจจุบันมีการสกัดเอนไซม์จากมะละกอเป็นยาเม็ด ช่วยลดอาการบวม การอักเสบจากแผลผ่าตัด
วิธีปลูก มะละกอ ให้ได้ผลดี

มะละกอมีวิธีปลูกและขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การเพาะเมล็ด การปักชํา การติดตา และการตอนกิ่ง แต่ส่วนมากจะนิยมปลูกแบบเพาะเมล็ดมากกว่า เพราะทําง่าย สะดวก และได้ต้นที่แข็งแรง ไม่โค่นล้มง่าย ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่จะนํามาเพาะผู้ปลูกจะต้องคัดเลือกมาเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงคุ้มค่ากับการลงทุน
วิธีเพาะกล้ามะละกอ
กรมวิชาการทางเกษตร ได้แนะนำวิธีเพาะกล้ามะละกอไว้ให้ประชาชนได้นำไปปรับใช้ มีวิธีการดังนี้
สิ่งที่ต้องเตรียม
ขั้นตอนการทำ
- ผสมดินร่วนและแกลบเผาให้เข้ากัน จากนั้นปรับสภาพดินด้วยปูนขาวและปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 บรรจุในถุงเพาะชำ
- คลุกสารเมทาแลกซิลกับเมล็ดมะละกอ เพื่อป้องกันโรคเน่าคอดิน หยอดลงถุงเพาะชำ (ความลึก 1 นิ้ว) 3 – 5 เมล็ด
- รดน้ำช่วงเช้าวันละ 1 ครั้ง เมล็ดจะงอกภายใน 1 – 2 สัปดาห์
- เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2 – 3 ใบ ให้คัดเลือกเฉพาะต้นที่แข็งไว้ประมาณ 3 ต้น
- เมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 45 – 60 วัน ให้ย้ายลงแปลงปลูก
วิธีปลูกมะละกอลงแปลงดิน
- เคลียร์หน้าดิน กำจัดวัชพืชออกให้เรียบร้อย จากนั้นไถพรวนและตากดินทิ้งไว้ 15 วัน
- ขุดหลุมขนาด 50x50x50 ซม. ผสมใส่ปุ๋ยคอก 5 กก. ปูนขาว 150 กรัม และปุ๋ยสูตร 15 -15 -15 จำนวน 5 กรัม รวมกันแล้วเกลี่ยลงหลุมปลูก
- นำต้นกล้ามะละกอลงหลุม หลุมละ 3 ต้น รดน้ำให้ชุ่ม
- หากแดดจัด ควรพลางแสงด้วยฟาง หรือ สแลนกันแดด เพื่อให้มะละกอไม่ตายแดด อัตรารอดสูงขึ้น
- ประมาณ 30 วัน ให้สำรวจต้นที่ตาย เพื่อปลูกซ่อม
การดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวต้นมะละกอ

การดูแลรักษาต้นมะละกอ
- การให้น้ำ: มะละกอเป็นพืชที่ชอบน้ำ แต่กลัวน้ำขัง ควรรดน้ำวันละ 2 ครั่ง (เช้า-เย็น) และควรทำทางระบายน้ำให้ดี อย่าให้น้ำขังที่โคนต้น เพราะอาจทำให้รากเน่า
- การใส่ปุ๋ย
- ระยะบำรุงต้น: หลังปลูก 1 เดือน ให้ใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เช่น สูตร 15-15-15 หรือ 46-0-0 ปริมาณน้อยๆ หรือ ปุ๋ยคอก / ปุ๋ยหมัก เพื่อเร่งการเจริญเติบโต
- ระยะออกดอกและติดผล: เปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูง (เช่น สูตร 13-13-21) เพื่อช่วยให้ผลมีขนาดใหญ่และรสชาติหวาน
- การพรวนดินและกำจัดวัชพืช
- ควรพรวนดินเบา ๆ รอบโคนต้น เพื่อให้รากหายใจสะดวก แต่อย่าขุดลึกเกินจนรากขาด
- หมั่นถอนหญ้าบริเวณโคนต้น เพื่อไม่ให้มาแย่งสารอาหารและเป็นที่สะสมของแมลง
- การจัดการโรคและแมลง
- โรคใบด่างวงแหวน: ใบของต้นมะละกอจะด่างและยอดหงิก หากพบต้นที่เป็นโรคนี้ ให้ขุดทิ้งและเผาทิ้งทันที เพราะลามไวและรักษาไม่ได้
- เพลี้ยแป้ง: มักชอบเกาะตามลูกและใต้ใบ ใช้ปูนขาวละลายน้ำ หรือน้ำยาล้างจานผสมน้ำจางๆ ฉีดพ่น
การเก็บเกี่ยว มะละกอ
หากต้องการผลดิบสามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ช่วง 5-6 เดือนของการปลูก แต่หากต้องการมะละกอสุก ให้รอเก็บเกี่ยวในช่วง 8-10 เดือน และหลีกเลี่ยงการเก็บเกี่ยวในช่วงที่อากาศร้อนจัด เพื่อลดความเสียหาย
เป็นยังไงบ้างคะ สำหรับวิธีปลูก มะละกอ ที่นำมาฝากในวันนี้ ใครอยากปลูกมะละกอไว้ทานเองที่บ้านหรือปลูกไว้ขาย ก็สามารถนำไปปฏิบัติตามได้เลย รับรองว่า ปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตดี ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และผู้ที่สนใจได้อย่างแน่นอนค่ะ!





