
พาส่อง “หญ้า” สายพันธุ์ไหนบ้างที่นิยมปลูกในบ้านเรา?
คุณจะได้อะไรจากบทความนี้
เมื่อพูดถึงหญ้า 🌱 หลายคนอาจนึกถึงวัชพืชที่คอยแย่งน้ำและแย่งอาหารจากต้นไม้ แต่จริงๆ แล้วหญ้าบางสายพันธุ์ก็มีประโยชน์ไม่น้อยเลยนะ! นอกจากจะใช้คลุมดินแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสวยงามและทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ด้วย วันนี้เราจะพาไปดูว่าหญ้าสายพันธุ์ไหนบ้างที่นิยมปลูกในประเทศไทย
หญ้าคืออะไร
หญ้า คือ พืชใบเลี้ยงเดี่ยววงศ์ Poaceae (หรือ Gramineae) ซึ่งเป็นพืชล้มลุกหรือยืนต้นขนาดเล็กที่มีใบเรียวยาว จัดเป็นวงศ์พืชที่มีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ที่สุดอันดับ 5 ของโลก มีบทบาทสำคัญในการเป็นอาหารสัตว์และพืชคลุมดิน ขยายพันธุ์ได้เร็วผ่านเหง้า ลำต้นใต้ดิน หรือไหล
ประโยชน์ของหญ้าคลุมดิน ที่มากกว่าความสวยงามของสนาม
● ช่วยลดความร้อนและปรับอุณหภูมิรอบบ้าน สนามหญ้าช่วยดูดซับความร้อนจากแสงแดด ทำให้พื้นที่รอบบ้านเย็นสบายกว่าพื้นคอนกรีตหรือพื้นปูน
● ช่วยลดฝุ่นและปรับคุณภาพอากาศ หญ้าสามารถช่วยดักจับฝุ่นละอองในอากาศ และช่วยเพิ่มออกซิเจน ทำให้สภาพแวดล้อมรอบบ้านสดชื่นขึ้นได้
●ป้องกันการชะล้างของดิน รากของหญ้าช่วยยึดหน้าดินลดการพังทลายของดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเอียงหรือบริเวณที่มีฝนตกบ่อย
● เพิ่มความสวยงามให้กับบ้านและสวน สนามหญ้าช่วยทำให้บ้านดูร่มรื่น เป็นระเบียบ และเพิ่มความน่าอยู่ให้กับพื้นที่รอบบ้าน
● เป็นพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรม สนามหญ้าเป็นพื้นที่เหมาะสำหรับการพักผ่อน เล่นกับเด็ก ๆ หรือสัตว์เลี้ยง รวมถึงทำกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ
● ช่วยดูดซับน้ำฝน พื้นหญ้าช่วยซึมซับน้ำฝนลงสู่ดิน ลดปัญหาน้ำขังและน้ำท่วมขังในพื้นที่
หญ้าสายพันธุ์ไหนบ้างนะ ที่คนมักนิยมปลูก
สำหรับหญ้าที่นิยมปลูกกันในปัจจุบัน และเหมาะสำหรับทำสนามวิ่งเล่น ลานกิจกรรม หรือช่วยเติมความร่มรื่นให้กับพื้นที่รอบบ้านนั้น โดยทั่วไปจะเป็นหญ้าที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ดูแลง่าย และทนต่อสภาพอากาศบ้านเรา ซึ่งหลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ประมาณ 5 ชนิดด้วยกัน วันนี้เราจะพาไปรู้จักหญ้าทั้ง 3 ชนิด มีพันธุ์อะไรบ้าง ไปดูกันเลย
1. หญ้ามาเลเซีย
สำหรับสายพันธุ์มาเลเซีย หรือ Tropical Carpet Grass นับเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีผู้นิยมนำมาปูบนสนามและปูบนทางเดินโดยทั่วไป เพราะเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่ายที่สุดในบรรดาพืชปูพื้นทั้งหมด อีกทั้งยังมีราคาถูกอีกด้วย พันธุ์มาเลเซียจึงเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของคนที่มองหาพืชปูพื้นสนามที่ไม่ต้องการการเอาใจใส่มากนัก และราคาประหยัด

ลักษณะเฉพาะของหญ้ามาเลเซีย
● จัดเป็นพันธุ์พื้นเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกจากประเทศมาเลเซีย
● มีสีเขียวเข้มมากกว่าชนิดอื่น ๆ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ใบมีขนาดกว้าง 1-2 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ
● บางต้นหากเจริญเติบโตเต็มวัยแล้วจะมีดอกสีขาวบนกอ
● ลำต้นเตี้ยปกคลุมผิวดิน
การดูแลรักษาหญ้ามาเลเซีย
1. ควรรดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้น แต่ไม่ควรรดน้ำมากเกินไปจนเกิดน้ำขัง เพราะอาจทำให้รากเน่าได้
2. ชอบพื้นที่กึ่งแดดกึ่งร่ม หญ้ามาเลเซียทนร่มได้ดีกว่าหญ้าหลายชนิด เช่น หญ้านวลน้อยหรือหญ้าเบอร์มิวดา จึงเหมาะกับพื้นที่รอบบ้าน ใต้ต้นไม้ หรือบริเวณที่แดดไม่จัดตลอดวัน
3. ลักษณะใบของหญ้ามาเลเซียจะค่อนข้างเตี้ยและโตช้า จึงไม่จำเป็นต้องตัดหญ้าบ่อยเหมือนหญ้าบางชนิด ปกติอาจตัดประมาณทุก 3-4 สัปดาห์ ก็เพียงพอ
4. หญ้ามาเลเซียชอบดินร่วน หากดินแน่นเกินไป รากจะเดินช้าและหญ้าจะไม่ขึ้นแน่น ควรพรวนดินหรือเติมทราย/ดินร่วนเป็นระยะ
5. ต้องกำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ เพราะหญ้ามาเลเซียโตค่อนข้างช้า วัชพืชจึงมีโอกาสขึ้นแทรกได้ง่าย ต้องหมั่นถอนออก
2. หญ้าญี่ปุ่น
หญ้าญี่ปุ่น หรือเรียกอีกชื่อว่า Japanese Lawn grass มีใบเล็กละเอียด ปลายใบแข็ง เวลาสัมผัสถูกจะระคายผิวหนัง มีถิ่นกำเนิดจากแถบตอนเหนือของประเทศจีนและคาบสมุทรเกาหลี หรือที่เรียกว่า “แมนจูเรีย” แม้จะมีต้นกำเนิดในดินแดนที่หนาวสุดขั้น แต่ก็เป็นชนิดที่เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนเช่นกัน มีความทนทานต่อสภาพอากาศที่เลวร้ายได้ดี ไม่ว่าจะหนาวจัดหรือแห้งแล้งจัด ชอบแดดจัดตลอดทั้งวัน ทนต่อการเหยียบย่ำได้ดี

ลักษณะเฉพาะของหญ้าญี่ปุ่น
● เป็นพวกเลื้อยตามดิน ลำต้นจะตั้งแข็งทั้งลำต้นบนดินและลำต้นใต้ดิน
● ใบสีเขียวเข้ม มีลักษณะเล็กละเอียดกลมแข็ง ปลายใบแข็งกระด้างเวลาสัมผัสจะระคายผิวหนัง ขอบใบเรียบไม่มีขน
● ช่อดอกสั้น ดอกเล็กและมีสีน้ำตาลออกดำ จะรวมตัวกันแน่นอยู่บนก้านดอก
การดูแลรักษาหญ้าญี่ปุ่น
1. สำหรับดินปลูกต้นไม้ที่เหมาะสมกับชนิดนี้ ควรมีความเป็นกรดเป็นด่าง pH ประมาณ 6-7 และยังชอบขึ้นในดินเหนียวด้วย
2. ต้องการแสงแดดค่อนข้างมาก หญ้าญี่ปุ่นชอบแดดจัด หากปลูกในพื้นที่ที่ร่มเกินไปหญ้าอาจขึ้นไม่แน่น ใบยืด และสีไม่เขียวสวย จึงเหมาะกับพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดประมาณ 5-6 ชั่วโมงต่อวัน
3. ควรตัดหญ้าเป็นประจำ หญ้าญี่ปุ่นมีใบค่อนข้างละเอียด หากปล่อยให้ยาวเกินไปจะดูไม่สวย ควรตัดหญ้าประมาณทุก 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้สนามดูเรียบร้อยและช่วยกระตุ้นให้หญ้าแตกกอแน่นขึ้น
4. ต้องการดินที่ระบายน้ำดี หญ้าญี่ปุ่นไม่ชอบน้ำขัง ควรปลูกในดินร่วนหรือดินที่ระบายน้ำได้ดีและควรรดน้ำในปริมาณพอดีเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน
5. หญ้าพันธุ์ญี่ปุ่นไม่ต้องการการใส่ปุ๋ยมากนัก ทนต่ออากาศหนาวได้ดี อาจทนได้ถึงประมาณ 10-20 องศาฟาเรนไฮด์ ทนต่อโรคหรือแมลงต่าง ๆ ได้มากกว่าชนิดอื่น
6. ควรถอนวัชพืชออกอย่างสม่ำเสมอ
3. หญ้านวลน้อย
หญ้านวลน้อย หรือ Manila Grass หญ้าพันธุ์พื้นเมืองของไทยที่นิยมปลูกมากที่สุด ตามบริเวณลานหน้าบ้าน แปลงจัดสวนดอกไม้ สนามกีฬา สนามกอล์ฟ และอื่น ๆ เนื่องจากเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิดทั้งดินเหนียว ดินทราย ทนต่อสภาพอากาศร้อนหรือแห้งแล้งของเมืองไทยได้ดี เจริญเติบโตเร็ว จึงสามารถขยายไหลเป็นแผ่นที่ครอบคลุมหน้าดินได้เร็วกว่าพันธุ์อื่น ๆ

ลักษณะเฉพาะของหญ้านวลน้อย สายพันธุ์นวลน้อยมีลักษณะทั่วไปคล้ายกับสายพันธุ์ญี่ปุ่น แต่ที่แตกต่างกัน คือ
● มีใบกว้างกว่า
● การเจริญเติบโตเร็วกว่า
● ใบไม่แข็งกระด้างต่างจากพันธุ์ญี่ปุ่นที่ค่อนข้างแข็งกระด้างมากกว่า
● ช่อดอกยาวและเห็นได้ชัดกว่า
การดูแลรักษาหญ้านวลน้อย
1. หญ้านวลน้อยต้องการน้ำปานกลางแต่สม่ำเสมอ จึงควรรดน้ำเป็นประจำ วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
2. ควรใส่ปุ๋ยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยใช้สูตร 18-12-6 หรือ 20-20-0 อัตรา 20-40 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ไร่
3. ควรให้ปุ๋ยตอนเย็นและตามด้วยการรดพรมน้ำ เพื่อไม่ให้เม็ดปุ๋ยค้างบนใบซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการใบลวก ใบไหม้ได้
4. เนื่องจากมีการเจริญเติบโตเร็ว ควรตัดเล็มเป็นประจำ
4. หญ้าไทเป
สำหรับคนอยากมีสนามหญ้าแต่ไม่ต้องการตัดบ่อยครั้ง อีกทั้งการดูแลรักษาก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ใจเย็นรอให้แตกกอก็พอ หญ้าไทเปตอบโจทย์แน่นอน ด้วยใบสั้น แต่เมื่อขยายแล้วจะแน่นกว่าชนิดอื่น ลำต้นเลื้อยใต้ดินโผล่ขึ้นมาบนดินแค่ใบ ปลูกแล้วแทบไม่ต้องตัดเลย สามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ยกเว้นดินเปรี้ยวและดินเค็ม

ลักษณะเฉพาะของหญ้าไทเป
● รูปทรงเตี้ย และขึ้นเป็นกอแผ่ออกไปทุกทิศทาง
● ใบจะสั้นเตียน มีใบซ้อนกันประมาณ 3-4 ชั้น ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร
การดูแลรักษาหญ้าไทเป
1. การดูแลหญ้าชนิดนี้แทบไม่แตกต่างจากหญ้าชนิดอื่น ๆ เพียงแค่ต้องมีความอดทนเพราะเป็นพันธุ์ที่เติบโตไม่รวดเร็วนัก
2. ในระหว่างที่รอการขยายปกคลุมเต็มพื้นที่ควรหมั่นเก็บวัชพืชอื่นออกเรื่อย ๆ เพื่อให้ผืนหญ้าดูสม่ำเสมอ
3. รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน
4. ควรใส่ปุ๋ยหลังจากปลูกได้อายุมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป และให้ปุ๋ยทุก ๆ 3 เดือน ควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อรักษาคุณภาพดินจะได้ไม่เสีย
5. หญ้าเบอร์มิวด้า
หญ้าเบอร์มิวด้าหรือหญ้าแพรก ที่เป็นที่รู้จักกันมานานมักพบขึ้นเองตามที่ว่างริมถนนหรือบริเวณสนาม เป็นพืชที่ก้ำกึ่งกับวัชพืช ทนต่อการเหยียบย่ำ ทั้งยังฟื้นคืนตัวได้ดี และมีความแข็งแรงมาก จึงเป็นที่นิยมนำมาปลูกในสนามกอล์ฟหรือจะปลูกบริเวณบ้านก็ได้เช่นกัน

ลักษณะเฉพาะของหญ้าเบอร์มิวด้า
● ใบมีความเรียวงาม ลักษณะลำต้นเป็นข้อปล้อง
● ชอบแสงแดด ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี
● ไม่ชอบอุณหภูมิต่ำ
● หากจะปลูกหญ้าชนิดนี้อาจต้องขยันตัดแต่งบ่อยครั้ง จะออกมาสวยงาม
การดูแลรักษาหญ้าเบอร์มิวด้า
1. หากต้องการเลี้ยงให้สวย ควรมีการตัดเล็มอยู่เป็นประจำเพื่อให้ได้ความสม่ำเสมอของลำต้น
2. หญ้าเบอร์มิวด้าชอบแสงแดดจัด ควรปลูกในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง
หญ้าสนามขึ้นไม่สม่ำเสมอ เกิดจากอะไร
หากสนามหญ้าของคุณขึ้นไม่สม่ำเสมอ เป็นหย่อม ๆ หรือบางจุดดูบางกว่าปกติ ไม่ต้องกังวลไป เพราะปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากหลายปัจจัย เช่น สภาพดิน การดูแล หรือสภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้าน หากรู้สาเหตุและปรับแก้ให้ตรงจุด ก็สามารถช่วยให้สนามหญ้ากลับมาเขียวแน่นและดูสวยเต็มพื้นที่ได้อีกครั้งแน่นอน
สาเหตุที่หญ้าสนามขึ้นไม่สม่ำเสมอ
● ดินไม่เหมาะสม หากดินแข็งหรือแน่นเกินไป รากหญ้าจะเจริญเติบโตได้ยาก ทำให้หญ้าขึ้นไม่ทั่วสนาม
● แสงแดดไม่เพียงพอ หญ้าหลายชนิดต้องการแสงแดดพอสมควร หากบางพื้นที่ถูกบังแดดจากต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้าง หญ้าอาจขึ้นไม่ดี
● การรดน้ำไม่สม่ำเสมอ บางจุดอาจได้รับน้ำมากเกินไป ขณะที่บางจุดได้รับน้ำน้อย ทำให้การเติบโตของหญ้าไม่เท่ากัน
● ขาดสารอาหารในดิน หากดินขาดปุ๋ยหรือธาตุอาหารที่จำเป็น หญ้าจะโตช้า สีไม่สม่ำเสมอ และขึ้นไม่แน่น
● มีวัชพืชหรือโรคพืชแทรก วัชพืชอาจแย่งสารอาหารจากหญ้า ทำให้หญ้าโตไม่เต็มพื้นที่
แล้วต้องทำยังไงให้หญ้าขึ้นแน่นและเต็มสนามล่ะ?
● พรวนดินหรือเติมหน้าดินใหม่ ช่วยให้ดินโปร่ง ระบายน้ำดี และกระตุ้นให้รากหญ้าเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
● ใส่ปุ๋ยบำรุงสนามหญ้า ใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุก 1–2 เดือน เพื่อช่วยให้หญ้าแข็งแรงและแตกกอแน่นขึ้น
● รดน้ำอย่างเหมาะสม ควรรดน้ำให้ทั่วสนาม วันละ 1 ครั้งในช่วงเช้าหรือเย็น เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน
● ปลูกซ่อมในจุดที่หญ้าบาง หากบางจุดหญ้าไม่ขึ้น ควรนำแผ่นหญ้ามาปลูกซ่อมเพื่อให้สนามดูเต็มและสวยงาม
● กำจัดวัชพืชเป็นประจำช่วยลดการแย่งสารอาหารและทำให้หญ้าเติบโตได้ดีขึ้น
จะเห็นได้ว่า หญ้าสนามแต่ละสายพันธุ์ก็มีลักษณะและข้อดีที่แตกต่างกันออกไป ทั้งเรื่องความทนทาน การดูแลและความเหมาะสมกับพื้นที่ หากกำลังวางแผนจัดสวนหรือทำสนามหญ้ารอบบ้าน การเลือกสายพันธุ์หญ้าให้เหมาะกับการใช้งานและสภาพพื้นที่ก็จะช่วยให้สนามหญ้าดูสวย เขียวแน่น และดูแลง่ายในระยะยาวด้วยน้า 🌿
แชร์บทความนี้
แสดงความคิดเห็น
คุณจะได้อะไรจากบทความนี้



