พาส่อง ”หญ้า” สายพันธุ์ไหนบ้างที่นิยมปลูกในบ้านเรา?

พาส่อง “หญ้า” สายพันธุ์ไหนบ้างที่นิยมปลูกในบ้านเรา?

By Published On: มีนาคม 11th, 2026

คุณจะได้อะไรจากบทความนี้

เมื่อพูดถึงหญ้า 🌱 หลายคนอาจนึกถึงวัชพืชที่คอยแย่งน้ำและแย่งอาหารจากต้นไม้ แต่จริงๆ แล้วหญ้าบางสายพันธุ์ก็มีประโยชน์ไม่น้อยเลยนะ! นอกจากจะใช้คลุมดินแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสวยงามและทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ด้วย วันนี้เราจะพาไปดูว่าหญ้าสายพันธุ์ไหนบ้างที่นิยมปลูกในประเทศไทย

หญ้าคืออะไร

หญ้า คือ พืชใบเลี้ยงเดี่ยววงศ์ Poaceae (หรือ Gramineae) ซึ่งเป็นพืชล้มลุกหรือยืนต้นขนาดเล็กที่มีใบเรียวยาว จัดเป็นวงศ์พืชที่มีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ที่สุดอันดับ 5 ของโลก มีบทบาทสำคัญในการเป็นอาหารสัตว์และพืชคลุมดิน ขยายพันธุ์ได้เร็วผ่านเหง้า ลำต้นใต้ดิน หรือไหล

ประโยชน์ของหญ้าคลุมดิน ที่มากกว่าความสวยงามของสนาม
● ช่วยลดความร้อนและปรับอุณหภูมิรอบบ้าน สนามหญ้าช่วยดูดซับความร้อนจากแสงแดด ทำให้พื้นที่รอบบ้านเย็นสบายกว่าพื้นคอนกรีตหรือพื้นปูน
ช่วยลดฝุ่นและปรับคุณภาพอากาศ หญ้าสามารถช่วยดักจับฝุ่นละอองในอากาศ และช่วยเพิ่มออกซิเจน ทำให้สภาพแวดล้อมรอบบ้านสดชื่นขึ้นได้
ป้องกันการชะล้างของดิน รากของหญ้าช่วยยึดหน้าดินลดการพังทลายของดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเอียงหรือบริเวณที่มีฝนตกบ่อย
เพิ่มความสวยงามให้กับบ้านและสวน สนามหญ้าช่วยทำให้บ้านดูร่มรื่น เป็นระเบียบ และเพิ่มความน่าอยู่ให้กับพื้นที่รอบบ้าน
เป็นพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรม สนามหญ้าเป็นพื้นที่เหมาะสำหรับการพักผ่อน เล่นกับเด็ก ๆ หรือสัตว์เลี้ยง รวมถึงทำกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ
ช่วยดูดซับน้ำฝน พื้นหญ้าช่วยซึมซับน้ำฝนลงสู่ดิน ลดปัญหาน้ำขังและน้ำท่วมขังในพื้นที่

หญ้าสายพันธุ์ไหนบ้างนะ ที่คนมักนิยมปลูก

สำหรับหญ้าที่นิยมปลูกกันในปัจจุบัน และเหมาะสำหรับทำสนามวิ่งเล่น ลานกิจกรรม หรือช่วยเติมความร่มรื่นให้กับพื้นที่รอบบ้านนั้น โดยทั่วไปจะเป็นหญ้าที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ดูแลง่าย และทนต่อสภาพอากาศบ้านเรา ซึ่งหลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ประมาณ 5 ชนิดด้วยกัน วันนี้เราจะพาไปรู้จักหญ้าทั้ง 3 ชนิด มีพันธุ์อะไรบ้าง ไปดูกันเลย

1. หญ้ามาเลเซีย

สำหรับสายพันธุ์มาเลเซีย หรือ Tropical Carpet Grass นับเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีผู้นิยมนำมาปูบนสนามและปูบนทางเดินโดยทั่วไป เพราะเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่ายที่สุดในบรรดาพืชปูพื้นทั้งหมด อีกทั้งยังมีราคาถูกอีกด้วย พันธุ์มาเลเซียจึงเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของคนที่มองหาพืชปูพื้นสนามที่ไม่ต้องการการเอาใจใส่มากนัก และราคาประหยัด

หญ้ามาเลเซีย

ลักษณะเฉพาะของหญ้ามาเลเซีย
จัดเป็นพันธุ์พื้นเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกจากประเทศมาเลเซีย
มีสีเขียวเข้มมากกว่าชนิดอื่น ๆ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ใบมีขนาดกว้าง 1-2 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ
บางต้นหากเจริญเติบโตเต็มวัยแล้วจะมีดอกสีขาวบนกอ
ลำต้นเตี้ยปกคลุมผิวดิน

ข้อดี

● ราคาประหยัด หาซื้อง่าย
ดูแลรักษาง่าย ทนสภาพอากาศร้อนจัด
ทนต่อสภาพน้ำขังได้ตลอดทั้งวันโดยที่รากไม่เน่าเสีย เพราะเป็นพืชที่ชอบความชื้น
ใบหนา สามารถปกคลุมหน้าดินได้เขียวขจี คนส่วนใหญ่จึงเรียกพันธุ์นี้กันว่าหญ้าไม่มีวันตาย เพราะมีอายุยืน สามารถแตกแขนงรากและกอใหม่ได้เรื่อย ๆ อย่างไม่สิ้นสุด

ข้อเสีย

● ไม่ทนต่อการเหยียบย่ำ เนื่องจากใบอวบน้ำและเปราะ
หากใช้นั่งเล่นอาจจะทำให้ก้นเปียกน้ำได้
ต้องมีการตัดแต่งบ่อย เนื่องจากเป็นพืชที่ชอบความชุ่มชื้นมาก จึงทำให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีลำต้นที่สูงและยาวขึ้นภายใน 7-15 วัน
● ต้องรดน้ำปริมาณมาก ๆ ในแต่ละวัน อาจทำให้การใช้น้ำสิ้นเปลืองมากขึ้น

การดูแลรักษาหญ้ามาเลเซีย
1. ควรรดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้น แต่ไม่ควรรดน้ำมากเกินไปจนเกิดน้ำขัง เพราะอาจทำให้รากเน่าได้
2. ชอบพื้นที่กึ่งแดดกึ่งร่ม หญ้ามาเลเซียทนร่มได้ดีกว่าหญ้าหลายชนิด เช่น หญ้านวลน้อยหรือหญ้าเบอร์มิวดา จึงเหมาะกับพื้นที่รอบบ้าน ใต้ต้นไม้ หรือบริเวณที่แดดไม่จัดตลอดวัน
3. ลักษณะใบของหญ้ามาเลเซียจะค่อนข้างเตี้ยและโตช้า จึงไม่จำเป็นต้องตัดหญ้าบ่อยเหมือนหญ้าบางชนิด ปกติอาจตัดประมาณทุก 3-4 สัปดาห์ ก็เพียงพอ
4. หญ้ามาเลเซียชอบดินร่วน หากดินแน่นเกินไป รากจะเดินช้าและหญ้าจะไม่ขึ้นแน่น ควรพรวนดินหรือเติมทราย/ดินร่วนเป็นระยะ
5. ต้องกำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ เพราะหญ้ามาเลเซียโตค่อนข้างช้า วัชพืชจึงมีโอกาสขึ้นแทรกได้ง่าย ต้องหมั่นถอนออก

2. หญ้าญี่ปุ่น

หญ้าญี่ปุ่น หรือเรียกอีกชื่อว่า Japanese Lawn grass มีใบเล็กละเอียด ปลายใบแข็ง เวลาสัมผัสถูกจะระคายผิวหนัง มีถิ่นกำเนิดจากแถบตอนเหนือของประเทศจีนและคาบสมุทรเกาหลี หรือที่เรียกว่า “แมนจูเรีย” แม้จะมีต้นกำเนิดในดินแดนที่หนาวสุดขั้น แต่ก็เป็นชนิดที่เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนเช่นกัน มีความทนทานต่อสภาพอากาศที่เลวร้ายได้ดี ไม่ว่าจะหนาวจัดหรือแห้งแล้งจัด ชอบแดดจัดตลอดทั้งวัน ทนต่อการเหยียบย่ำได้ดี

หญ้าญี่ปุ่น

ลักษณะเฉพาะของหญ้าญี่ปุ่น
เป็นพวกเลื้อยตามดิน ลำต้นจะตั้งแข็งทั้งลำต้นบนดินและลำต้นใต้ดิน
ใบสีเขียวเข้ม มีลักษณะเล็กละเอียดกลมแข็ง ปลายใบแข็งกระด้างเวลาสัมผัสจะระคายผิวหนัง ขอบใบเรียบไม่มีขน
ช่อดอกสั้น ดอกเล็กและมีสีน้ำตาลออกดำ จะรวมตัวกันแน่นอยู่บนก้านดอก

ข้อดี

ด้วยลักษณะใบเล็กทำให้มองดูสวยงาม เหมาะสำหรับปลูกเป็นสวนหย่อม
ใช้ปลูกในบริเวณที่เป็นทางเข้าได้ดี เพราะสามารถป้องกันและควบคุมไม่ให้ขยายพันธุ์ไปบนทางเท้าได้ง่ายกว่าชนิดอื่น
ทนต่อการเหยียบย่ำพอสมควร

ข้อเสีย

มีสัมผัสใบแข็งกระด้าง และปลายใบเล็กเรียวแหลม อาจทิ่มตำระคายผิวหนังได้หากใช้สำหรับนั่งเล่น
ตัดลำบากและค่อนข้างกินแรงมาก

การดูแลรักษาหญ้าญี่ปุ่น
1. สำหรับดินปลูกต้นไม้ที่เหมาะสมกับชนิดนี้ ควรมีความเป็นกรดเป็นด่าง pH ประมาณ 6-7 และยังชอบขึ้นในดินเหนียวด้วย
2. ต้องการแสงแดดค่อนข้างมาก หญ้าญี่ปุ่นชอบแดดจัด หากปลูกในพื้นที่ที่ร่มเกินไปหญ้าอาจขึ้นไม่แน่น ใบยืด และสีไม่เขียวสวย จึงเหมาะกับพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดประมาณ 5-6 ชั่วโมงต่อวัน
3. ควรตัดหญ้าเป็นประจำ หญ้าญี่ปุ่นมีใบค่อนข้างละเอียด หากปล่อยให้ยาวเกินไปจะดูไม่สวย ควรตัดหญ้าประมาณทุก 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้สนามดูเรียบร้อยและช่วยกระตุ้นให้หญ้าแตกกอแน่นขึ้น
4. ต้องการดินที่ระบายน้ำดี หญ้าญี่ปุ่นไม่ชอบน้ำขัง ควรปลูกในดินร่วนหรือดินที่ระบายน้ำได้ดีและควรรดน้ำในปริมาณพอดีเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน
5. หญ้าพันธุ์ญี่ปุ่นไม่ต้องการการใส่ปุ๋ยมากนัก ทนต่ออากาศหนาวได้ดี อาจทนได้ถึงประมาณ 10-20 องศาฟาเรนไฮด์ ทนต่อโรคหรือแมลงต่าง ๆ ได้มากกว่าชนิดอื่น
6. ควรถอนวัชพืชออกอย่างสม่ำเสมอ

3. หญ้านวลน้อย

หญ้านวลน้อย หรือ Manila Grass หญ้าพันธุ์พื้นเมืองของไทยที่นิยมปลูกมากที่สุด ตามบริเวณลานหน้าบ้าน แปลงจัดสวนดอกไม้ สนามกีฬา สนามกอล์ฟ และอื่น ๆ เนื่องจากเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิดทั้งดินเหนียว ดินทราย ทนต่อสภาพอากาศร้อนหรือแห้งแล้งของเมืองไทยได้ดี เจริญเติบโตเร็ว จึงสามารถขยายไหลเป็นแผ่นที่ครอบคลุมหน้าดินได้เร็วกว่าพันธุ์อื่น ๆ

หญ้านวลน้อย

ลักษณะเฉพาะของหญ้านวลน้อย สายพันธุ์นวลน้อยมีลักษณะทั่วไปคล้ายกับสายพันธุ์ญี่ปุ่น แต่ที่แตกต่างกัน คือ
มีใบกว้างกว่า
การเจริญเติบโตเร็วกว่า
ใบไม่แข็งกระด้างต่างจากพันธุ์ญี่ปุ่นที่ค่อนข้างแข็งกระด้างมากกว่า
ช่อดอกยาวและเห็นได้ชัดกว่า

ข้อดี

● เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว สามารถปกคลุมหน้าดินได้ในระยะเวลาอันสั้น
ทนต่อสภาพอากาศร้อนจัด แล้งจัดได้เป็นอย่างดี  ให้สัมผัสที่อ่อนนุ่มยืดหยุ่นตัวสูง
ทนต่อการเหยียบย่ำได้ดี
เหมาะสำหรับใช้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง

ข้อเสีย

● ตายง่าย หากเจอสภาพอากาศที่ไม่มีฝนตก ทำให้สายพันธุ์นวลน้อยขาดน้ำนานมากกว่า 1 เดือน
ต้องรดน้ำต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 1 ครั้ง/อาทิตย์ เพื่อป้องกันต้นเหี่ยวตาย
การเจริญเติบโตเร็ว ทำให้ต้องมีการตัดเล็มบ่อยครั้ง

การดูแลรักษาหญ้านวลน้อย
1. หญ้านวลน้อยต้องการน้ำปานกลางแต่สม่ำเสมอ จึงควรรดน้ำเป็นประจำ วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
2. ควรใส่ปุ๋ยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยใช้สูตร 18-12-6 หรือ 20-20-0 อัตรา 20-40 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ไร่
3. ควรให้ปุ๋ยตอนเย็นและตามด้วยการรดพรมน้ำ เพื่อไม่ให้เม็ดปุ๋ยค้างบนใบซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการใบลวก ใบไหม้ได้
4. เนื่องจากมีการเจริญเติบโตเร็ว ควรตัดเล็มเป็นประจำ

4. หญ้าไทเป

สำหรับคนอยากมีสนามหญ้าแต่ไม่ต้องการตัดบ่อยครั้ง อีกทั้งการดูแลรักษาก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ใจเย็นรอให้แตกกอก็พอ หญ้าไทเปตอบโจทย์แน่นอน ด้วยใบสั้น แต่เมื่อขยายแล้วจะแน่นกว่าชนิดอื่น ลำต้นเลื้อยใต้ดินโผล่ขึ้นมาบนดินแค่ใบ ปลูกแล้วแทบไม่ต้องตัดเลย สามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ยกเว้นดินเปรี้ยวและดินเค็ม

หญ้าไทเป

ลักษณะเฉพาะของหญ้าไทเป
รูปทรงเตี้ย และขึ้นเป็นกอแผ่ออกไปทุกทิศทาง
ใบจะสั้นเตียน มีใบซ้อนกันประมาณ 3-4 ชั้น ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร

ข้อดี

● มีรูปทรงสวยเตะตามีเอกลักษณ์
มีความเตี้ยสม่ำเสมอ ปลูกแล้วไม่ต้องตัด
ประหยัดเงินในการจ้างคนมาดูแลได้ค่อนข้างมาก

ข้อเสีย

● ราคาค่อนข้างสูงกว่าพันธุ์อื่น ๆ และหาซื้อได้ยากกว่า

การดูแลรักษาหญ้าไทเป
1. การดูแลหญ้าชนิดนี้แทบไม่แตกต่างจากหญ้าชนิดอื่น ๆ เพียงแค่ต้องมีความอดทนเพราะเป็นพันธุ์ที่เติบโตไม่รวดเร็วนัก
2. ในระหว่างที่รอการขยายปกคลุมเต็มพื้นที่ควรหมั่นเก็บวัชพืชอื่นออกเรื่อย ๆ เพื่อให้ผืนหญ้าดูสม่ำเสมอ
3. รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน
4. ควรใส่ปุ๋ยหลังจากปลูกได้อายุมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป และให้ปุ๋ยทุก ๆ 3 เดือน ควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อรักษาคุณภาพดินจะได้ไม่เสีย

5. หญ้าเบอร์มิวด้า

หญ้าเบอร์มิวด้าหรือหญ้าแพรก ที่เป็นที่รู้จักกันมานานมักพบขึ้นเองตามที่ว่างริมถนนหรือบริเวณสนาม เป็นพืชที่ก้ำกึ่งกับวัชพืช ทนต่อการเหยียบย่ำ ทั้งยังฟื้นคืนตัวได้ดี และมีความแข็งแรงมาก จึงเป็นที่นิยมนำมาปลูกในสนามกอล์ฟหรือจะปลูกบริเวณบ้านก็ได้เช่นกัน

หญ้าเมอร์บิวด้า

ลักษณะเฉพาะของหญ้าเบอร์มิวด้า
ใบมีความเรียวงาม ลักษณะลำต้นเป็นข้อปล้อง
ชอบแสงแดด ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี
ไม่ชอบอุณหภูมิต่ำ
หากจะปลูกหญ้าชนิดนี้อาจต้องขยันตัดแต่งบ่อยครั้ง จะออกมาสวยงาม

ข้อดี

ขึ้นง่าย ทนต่อความแห้งแล้ง ทนต่อการเหยียบย่ำ
ฟื้นตัวและแพร่พันธุ์เร็วมาก
มีคุณสมบัติเป็นสมุนไพร

ข้อเสีย

● ต้องมีการตัดแต่งอยู่สม่ำเสมอ หากทิ้งไว้จะขึ้นสูงรกชัด

การดูแลรักษาหญ้าเบอร์มิวด้า
1. หากต้องการเลี้ยงให้สวย ควรมีการตัดเล็มอยู่เป็นประจำเพื่อให้ได้ความสม่ำเสมอของลำต้น
2. หญ้าเบอร์มิวด้าชอบแสงแดดจัด ควรปลูกในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง

หญ้าสนามขึ้นไม่สม่ำเสมอ เกิดจากอะไร

หากสนามหญ้าของคุณขึ้นไม่สม่ำเสมอ เป็นหย่อม ๆ หรือบางจุดดูบางกว่าปกติ ไม่ต้องกังวลไป เพราะปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากหลายปัจจัย เช่น สภาพดิน การดูแล หรือสภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้าน หากรู้สาเหตุและปรับแก้ให้ตรงจุด ก็สามารถช่วยให้สนามหญ้ากลับมาเขียวแน่นและดูสวยเต็มพื้นที่ได้อีกครั้งแน่นอน

สาเหตุที่หญ้าสนามขึ้นไม่สม่ำเสมอ
ดินไม่เหมาะสม หากดินแข็งหรือแน่นเกินไป รากหญ้าจะเจริญเติบโตได้ยาก ทำให้หญ้าขึ้นไม่ทั่วสนาม
แสงแดดไม่เพียงพอ หญ้าหลายชนิดต้องการแสงแดดพอสมควร หากบางพื้นที่ถูกบังแดดจากต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้าง หญ้าอาจขึ้นไม่ดี
การรดน้ำไม่สม่ำเสมอ บางจุดอาจได้รับน้ำมากเกินไป ขณะที่บางจุดได้รับน้ำน้อย ทำให้การเติบโตของหญ้าไม่เท่ากัน
ขาดสารอาหารในดิน หากดินขาดปุ๋ยหรือธาตุอาหารที่จำเป็น หญ้าจะโตช้า สีไม่สม่ำเสมอ และขึ้นไม่แน่น
มีวัชพืชหรือโรคพืชแทรก วัชพืชอาจแย่งสารอาหารจากหญ้า ทำให้หญ้าโตไม่เต็มพื้นที่

แล้วต้องทำยังไงให้หญ้าขึ้นแน่นและเต็มสนามล่ะ?
พรวนดินหรือเติมหน้าดินใหม่ ช่วยให้ดินโปร่ง ระบายน้ำดี และกระตุ้นให้รากหญ้าเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
ใส่ปุ๋ยบำรุงสนามหญ้า ใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุก 1–2 เดือน เพื่อช่วยให้หญ้าแข็งแรงและแตกกอแน่นขึ้น
รดน้ำอย่างเหมาะสม ควรรดน้ำให้ทั่วสนาม วันละ 1 ครั้งในช่วงเช้าหรือเย็น เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน
ปลูกซ่อมในจุดที่หญ้าบาง หากบางจุดหญ้าไม่ขึ้น ควรนำแผ่นหญ้ามาปลูกซ่อมเพื่อให้สนามดูเต็มและสวยงาม
กำจัดวัชพืชเป็นประจำช่วยลดการแย่งสารอาหารและทำให้หญ้าเติบโตได้ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่า หญ้าสนามแต่ละสายพันธุ์ก็มีลักษณะและข้อดีที่แตกต่างกันออกไป ทั้งเรื่องความทนทาน การดูแลและความเหมาะสมกับพื้นที่ หากกำลังวางแผนจัดสวนหรือทำสนามหญ้ารอบบ้าน การเลือกสายพันธุ์หญ้าให้เหมาะกับการใช้งานและสภาพพื้นที่ก็จะช่วยให้สนามหญ้าดูสวย เขียวแน่น และดูแลง่ายในระยะยาวด้วยน้า 🌿

นักเขียนตัวเล็กๆ ที่หลงรักต้นไม้และกลิ่นดินหลังฝนตก ชอบแบ่งปันเรื่องปลูกผัก ดูแลสวน และเคล็ดลับง่ายๆ ให้ทุกคนสนุกกับการทำสวนได้ในแบบของตัวเอง 🌱

แชร์บทความนี้

แสดงความคิดเห็น