
ทำความรู้จัก ขึ้นฉ่าย พืชสมุนไพรมากประโยชน์ สรรพคุณเด่น
วลาทำอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นผัดผัก หรือต้มจืด เรามักจะเห็นผักใบเรียวเล็กๆ กลิ่นหอมฉุนเป็นตัวชูโรง ใช่แล้วค่ะ! เรากำลังพูดถึง “ขึ้นฉ่าย” นี่เอง หลายคนอาจมองว่าขึ้นฉ่ายเป็นแค่ผักแต่งกลิ่น แต่จริง ๆ แล้วมันมีดีกว่านั้นเยอะมาก! วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกแง่มุมของขึ้นฉ่าย ว่าทำไมผักหอม ๆ นี้ถึงถูกยกให้เป็นสุดยอดสมุนไพรที่ควรมีติดครัวและตู้เย็น! พร้อมวิธีปลูก
รู้จักกับ ขึ้นฉ่าย

ชื่อวิทยาศาสตร์: Apium graveolens L. (โดยเฉพาะชนิดที่ปลูกในไทยมักเป็น Apium graveolens var. secalinum)
ชื่อสามัญ: Celery, Chinese Celery (ขึ้นฉ่ายจีน), Smallage
วงศ์: APIACEAE (หรือ Umbelliferae เดิม) – วงศ์ผักชี
ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมมาจากแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทวีปยุโรป เอเชีย และแอฟริกาเหนือ (เป็นพืชเก่าแก่ที่กระจายตัวในหลายพื้นที่เขตอบอุ่น)
ขึ้นฉ่าย เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรป และอเมริกาเหนือ เช่น ประเทศสวีเดน แอลจีเรีย และประเทศอียิปต์ แต่อีกข้อมูลหนึ่งเชื่อกันว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของขึ้นฉ่ายอยู่ในทวีปเอเชีย ได้แก่ ในประเทศจีน และเขตอบอุ่นในแถบเอเชียตะวันออก
สำหรับในประเทศไทย ปัจจุบันที่นิยมปลูกมีอยู่กัน 2 ชนิด คือ ชนิดต้นเล็ก ซึ่งปลูกกันมาดั้งเดิม เป็นพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศจีน เรียกว่า ขึ้นฉ่ายจีน ส่วนอีกชนิดหนึ่งมีขนาดของต้นสูงใหญ่กว่า ก้านใบยาวแข็ง เรียกว่า ขึ้นฉ่ายเทศ หรือขึ้นฉ่ายฝรั่ง คาดว่าเพิ่งนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้
สายพันธุ์ของขึ้นฉ่ายนั้น มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ ขึ้นฉ่ายฝรั่ง และขึ้นฉ่ายจีน
- ขึ้นฉ่ายฝรั่ง : ลักษณะต้นจะอวบใหญ่มาก ลำต้นมีความสูงประมาณ 40-60 เซนติเมตร ลำต้นขาวใบเหลืองอมเขียว
- ขึ้นฉ่ายจีน : จะมีขนาดของลำต้นที่เล็กกว่า มีความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร และใบค่อนข้างแก่ ส่วนลักษณะส่วนอื่น ๆ จะค่อนข้างเหมือนกัน
ขึ้นฉ่าย จัดเป็นพืชล้มลุก อายุ 1-2 ปี มีกลิ่นหอมฉุน ลำต้นกลวงกลม ต้นสูง 30-60 เซนติเมตร (ตามสายพันธุ์) เป็นใบรวม มีใบย่อย 2-3 คู่ ก้านใบรวม อาจยาวได้ถึง 36-45 เซนติเมตร ใบย่อยที่อยู่ชั้นล่าง มีก้านใบยาวกว่าใบย่อยที่อยู่บนสุด ใบย่อยกว้าง 5 เซนติเมตร ขอบใบแยก เป็นแฉกลึก แต่ละแฉก เป็นรูปสามเหลี่ยม ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว ช่อดอกคล้ายซี่ร่ม ยอดดอก แผ่เป็นรัศมี ดอกเล็กเป็นแบบสมบูรณ์เพศ ผลมีลักษณะกลมยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร มีสีน้ำตาล มีกลิ่นหอม
ประโยชน์ผักขึ้นฉ่าย และสรรพคุณ

- ป้องกันการอักเสบ เนื่องจากมีฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) สารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยต้านการอักเสบ ส่งเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบในกลุ่มโรคลูปัส (Lupus) รูมาตอยด์ หอบหืด โรคปอด และช่วยบรรเทาอาการปวดตามข้อ ปวดศีรษะ ปวดท้องประจำเดือน รวมถึงช่วยป้องกัน และลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง
- ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด หากไม่แน่ใจว่าระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองสูงหรือไม่
- ช่วยลดไขมันในเลือด โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ
- มีสารฟลาไลด์ (Phthalide) ที่ส่งผลต่อการทำงานของหลอดเลือด ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดี ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
- ช่วยขับปัสสาวะ และป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
- มีกากใย และสารต้านอนูมูลอิสระ ที่เป็นผลดีต่อระบบทางเดินอาหาร ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกระเพาะ แผลในกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด แน่นท้อง สำหรับคนที่ต้องการบรรเทาอาการท้องอืด แน่นท้อง ถ่ายยาก
- บำรุงร่างกาย บำรุงตับ และไต
- มีสารสำคัญ ที่มีฤทธิ์กล่อมประสาท ช่วยให้ผ่อนคลาย นอนหลับได้ดีขึ้น
- สามารถนำมาเป็นพืชแต่งกลิ่นในอาหาร ช่วยให้เจริญอาหาร
- ในเมล็ดขึ้นฉ่าย มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยในการขับลม และนำไปสกัด ใช้ไล่ยุงได้
บริโภคขึ้นฉ่ายอย่างไรให้ปลอดภัย
- รับประทานเป็นผักสด หรือประกอบในอาหาร เช่น ผัดเห็ดหอม ผัดเต้าหู้ แกงจืด เป็นต้น
- นำเมล็ดขึ้นฉ่าย มาทำเป็นชาชงดื่ม
- ดื่มน้ำคั้นสด โดยใช้ต้นสดประมาณ 100 กรัม นำมาตำ หรือปั่นละเอียด จากนั้น กรองเอาเฉพาะน้ำ ดื่มก่อนรับประทานอาหาร ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ
ทั้งนี้ ไม่ควรรับประทานขึ้นฉ่าย หรืออาหารชนิดใดชนิดหนึ่งปริมาณมาก ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารได้ ควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย และประกอบด้วยสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วย
ข้อควรระวังในการรับประทานขึ้นฉ่าย
- การใช้ขึ้นฉ่าย เพื่อต้องการสรรพคุณทางยา ควรใช้ตามขนาดที่ระบุไว้ในตำรับยาต่าง ๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไป หรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้
- หญิงตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานขึ้นฉ่าย ในปริมาณมากทุกรูปแบบ เพราะอาจทำให้มดลูกหดตัว และเสี่ยงต่อภาวะแท้ง
- ขึ้นฉ่ายอาจเพิ่มความเสี่ยงให้มีเลือดออกง่ายขึ้น และอาจทำให้ความดันเลือดลดต่ำลง เมื่อรับประทานในปริมาณมาก ดังนั้น ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ และผู้ที่มีภาวะความดันต่ำ จึงควรระมัดระวังในการรับประทาน
- ยาบางชนิด อาจทำปฏิกิริยากับขึ้นฉ่าย เช่น ยาเลโวไทรอกซีน ยาลิเทียม ยาระงับประสาท หรือยาที่ออกฤทธิ์ ให้เกิดอาการง่วงซึม เป็นต้น รวมถึงผู้ที่รับประทานยาเป็นประจำ หรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ ก่อนจะรับประทานขึ้นฉ่าย เพื่อเป็นยารักษาโรค
- ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ UMBELLIFERAE ควรหลีกเลี่ยงในการรับประทานขึ้นฉ่ายทุกรูปแบบ
คุณค่าทางโภชนาการของขึ้นฉ่าย
คุณค่าทางโภชนาการของขึ้นฉ่าย ส่วนเหนือดิน (100 กรัม) ให้พลังงาน 67 กิโลแคลอรี
- คาร์โบไฮเดรต : 3 กรัม
- น้ำตาล : 1.4 กรัม
- เส้นใย : 1.6 กรัม
- ไขมัน : 0.2 กรัม
- โปรตีน : 0.7 กรัม
- น้ำ : 95 กรัม
- วิตามินเอ : 22 ไมโครกรัม
- วิตามินบี1 : 0.021 มิลลิกรัม
- วิตามินบี2 : 0.057 มิลลิกรัม
- วิตามินบี3 : 0.323 มิลลิกรัม
- วิตามินบี6 : 0.074 มิลลิกรัม
- วิตามินบี9 : 36 ไมโครกรัม
- วิตามินซี : 3 มิลลิกรัม
- วิตามินอี : 0.27 มิลลิกรัม
- วิตามินเค : 29.3 ไมโครกรัม
- แคลเซียม : 40 มิลลิกรัม
- เหล็ก : 0.2 มิลลิกรัม
- แมกนีเซียม : 11 มิลลิกรัม
- ฟอสฟอรัส : 24 มิลลิกรัม
- โพแทสเซียม : 260 มิลลิกรัม
- โซเดียม : 80 มิลลิกรัม
- สังกะสี : 0.13 มิลลิกรัม
การขยายพันธุ์ และ วิธีปลูกขึ้นฉ่าย
ขึ้นฉ่ายสามารถขยายพันธุ์ได้ โดยการใช้เมล็ด โดยมีวิธีการ ดังนี้
- การเตรียมแปลง ทำการยกร่องแปลง หรือทำแปลงแบบธรรมดาในขนาดกว้าง 1-2 เมตร ความยาวตามความเหมาะสม ทำการไถพรวนดิน ร่วมด้วยกับการกำจัดวัชพืช และตากดิน 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดดิน
- ทำการหว่านปุ๋ยคอก ร่วมด้วยกับผสมปุ๋ยเคมีเพียงเล็กน้อย เช่น ปุ๋ยคอก หรือมูลโค 1000 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมี 30 กก./ไร่ ไถกลบดิน และตากดิน 2-3 วัน ก่อนปลูก


การดูแลขึ้นฉ่าย
- การให้น้ำ: สามารถให้น้ำตั้งแต่การหว่านเมล็ดครั้งแรก จนถึงระยะเก็บเกี่ยว วันละ 1-2 ครั้ง เช้า-เย็น ส่วนการใส่ปุ๋ย อาจใช้วิธีการหว่าน หรือการละลายน้ำรดก็ได้ ในอัตรา 50 กก./ไร่
- การให้ปุ๋ย: จะเริ่มให้ปุ๋ย เมื่อต้นกล้าตั้งต้นได้แล้ว หรือประมาณ 1-2 อาทิตย์ หลังเมล็ดงอก และให้อีกครั้ง ก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 2 อาทิตย์ ผักขึ้นฉ่าย หลังจากเมล็ดงอก จนถึงการเก็บเกี่ยว จะใช้เวลาประมาณ 40-50 วัน ซึ่งควรเก็บในช่วงเช้าตรู่ หรือช่วงเย็น
จากที่ได้ทำความรู้จักกันไปอย่างละเอียด จะเห็นว่า “ขึ้นฉ่าย” ไม่ได้มีดีแค่รสชาติและกลิ่นหอมในจานอาหาร แต่เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทางยาที่น่าทึ่งและได้รับการศึกษามาแล้ว แม้ขึ้นฉ่ายจะมีสรรพคุณเด่นมากมาย แต่ก็ยังเป็นเพียงอาหารเสริมการดูแลสุขภาพเท่านั้นนะคะ
การรับประทานควรอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะและสม่ำเสมอ หากใครที่กำลังมองหาสมุนไพรดีๆ มาช่วยดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ลองเพิ่มขึ้นฉ่ายเข้าไปในเมนูประจำวันของคุณดูสิคะ รับรองว่านอกจากอาหารจะอร่อยขึ้นแล้ว ร่างกายคุณจะได้รับประโยชน์เต็มๆ แน่นอนค่ะ!



