
ประโยชน์ของ “แปะก๊วย” และข้อควรระวัง
คุณจะได้อะไรจากบทความนี้
แปะก๊วย คือ พืชสมุนไพร ที่มีต้นกำเนิดมาจากทางตะวันออกของประเทศจีน โดยถือกำเนิดขึ้นมา เมื่อ 270 ล้านปีก่อน และเนื่องด้วยสารพัดประโยชน์ที่อุดมอยู่ในแปะก๊วยนี้ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสมุนไพร ล้ำค่าที่ผู้คนให้ความสำคัญกันอย่างมาก ประโยชน์ของแปะก๊วยจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แล้วมีข้อควรระวังในการบริโภคหรือไม่ ขอเชิญนักอ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับแปะก๊วยพร้อม ๆ กันค่ะ
ประโยชน์ของแปะก๊วย
แปะก๊วย หรือ Ginkgo Biloba เป็นสมุนไพรที่มีการใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะสารสกัดจากใบ ซึ่งมีประโยชน์หลัก ๆ ดังนี้
- ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากเมล็ดแปะก๊วย อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ในร่างกาย อันเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเกือบทุกชนิด
- มีวิตามินและแร่ธาตุสูง ซึ่งภายในเมล็ดแปะก๊วยอุดมด้วยวิตามินบีหลากหลายชนิด เช่น ริโบฟลาวิน ไนอะซิน ไทอามีน กรดแพนโทเทนิก โฟเลต และวิตามินบี 6 โดยเป็นวิตามินบีที่ดีต่อร่างกายทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุอย่างแมงกานีส โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี และเซเรเนียม สะสมอยู่ใน เมล็ดแปะก๊วย อีกด้วย
- แคลอรี่ต่ำ เพราะ แปะก๊วย 100 กรัม มีปริมาณแคลอรี่เพียง 182 กิโลแคลอรี่เท่านั้น ดังนั้นนักอ่านท่านใดที่กำลังไดเอทอยู่ สามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดนะคะ แต่ไรท์เตอร์ขอแอบกระซิบว่า ทุก ๆ อย่างหากเราได้รับมากเกินความจำเป็นก็ไม่เป็นผลดีแน่นอน เพราะฉะนั้นรับประทานในปริมาณที่เหมาะจะส่งผลดีต่อร่างกายมากที่สุด
- ช่วยบรรเทาอาการโรคพาร์กินสัน เนื่องจากอาการสั่นและการสูญเสียความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้ออันเนื่องมาจากโรคพาร์กินสัน มีสาเหตุมาจากภาวะการขาดฮอร์โมนโดปามีน แต่สารสกัดจากแปะก๊วยจะเข้าไปช่วยเพิ่มระบบไหลเวียนเลือดในสมอง ทำให้ร่างกายสามารถผลิตฮอร์โมนโดปามีนได้มากขึ้น รวมถึงนำส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างเพียงพออีกด้วย
- รักษาอาการก่อนมีประจำเดือน ผู้หญิงอย่างเรา ๆ ทราบกันดีว่าก่อนมีประจำเดือนมักจะมีอาการ ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ มาสร้างความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวให้กับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดร่างกาย ตามส่วนต่าง ๆ หรืออาการคัดเจ็บหน้าอกที่ซึ่งเกิดจากภาวะความแปรปรวนของฮอร์โมนภายในร่างกาย โดยสารสกัดจากแปะก๊วย จะเข้าไปช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้อย่างดีทีเดียวค่ะ

ข้อควรระวังในการบริโภคแปะก๊วย
แปะก๊วยหรือสารสกัดจากใบแปะก๊วยโดยทั่วไปแล้วค่อนข้างปลอดภัยหากบริโภคในปริมาณ ที่เหมาะสม แต่ถ้าหากได้รับในปริมาณที่มากจนเกินไปก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน โดยอาการเบื้องต้นที่พบคือ ปวดศีรษะ วิงเวียน ใจสั่น คลื่นไส้ แน่นท้อง ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ท้องผูก หรือท้องเสีย และอาจเกิดอาการแพ้ในผู้ที่แพ้แปะก๊วย
อีกทั้ง 7 บุคคลดังต่อไปนี้ควรระมัดระวังในการบริโภคแปะก๊วยเป็นพิเศษ คือ
- ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร ไม่ควรบริโภคแปะก๊วย เพราะอาจเป็นสาเหตุทำให้คลอดก่อนกำหนดหรือมีเลือดออกมากขณะคลอด
- ทารกและเด็ก การบริโภคแปะก๊วยหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากใบแปะก๊วยอาจไม่ส่งผลอันตรายหากได้รับในปริมาณที่พอเหมาะทว่าหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของยาที่ใช้อยู่ในขณะนั้น และควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิด
- ผู้ที่มีอาการชัก ไม่ควรบริโภคแปะก๊วยหากเคยมีอาการชัก เพราะอาจทำให้อาการกำเริบได้
- ผู้ที่มีภาวะขาดเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD) ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคแปะก๊วยด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกสลายและโลหิตจางอย่างรุนแรงได้
- ผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก การบริโภคแปะก๊วยอาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์ได้ ควรปรึกษาแพทย์หากกำลังวางแผนการตั้งครรภ์
- ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรงดบริโภคแปะก๊วยก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง หรือส่งผลให้เลือดออกมากในระหว่างการผ่าตัดหรือหลังผ่าตัด อีกทั้งยังไม่ควรใช้แปะก๊วยในผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ
แปะก๊วย (Ginkgo)


ชื่อวิทยาศาสตร์: Salisburya adiantifolia, Maidenhair tree, Forty-coin tree, Pai Kuo Yeh
ชื่อสามัญ: Gingko biloba L.
วงศ์: Ginkgoaceae
ชื่ออื่น ๆ :ยาเจียว (จีน), อิโจว (ญี่ปุ่น)
แปะก๊วย เป็นไม้ยื่นต้นขนาดใหญ่สามารถเจริญเติบโตและมีความสูงขนาด 35 – 40 เมตร เมื่อต้นโตเต็มที่จะมีเส้นรอบวงประมาณ 3 – 4 เมตร และอาจโตได้ถึง 7 เมตร ตัวใบจะออกจากปลายกิ่งสั้น ๆ รูปร่างคล้ายพัดจีน ออกดอกในฤดูใบไม้ผลิ และให้ผลผลิตเมื่อมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป
ลักษณะของผล แปะก๊วย จะเป็นทรงกลม ๆ รี ๆ ผิวชั้นนอกถูกหุ้มด้วยเนื้อไม้และมีกลิ่นฉุน เนื้อในเมล็ดมีสีเหลืองอ่อน หลังจากผสมเกสรต้องใช้เวลาถึง 130 – 140 วัน จึงจะสุกและรับประทานได้ ซึ่งแปะก๊วย เป็นไม้ที่ไม่ค่อยมีศัตรูพืชมารบกวน อีกทั้งยังต้านทานลมพายุ และทนต่อมลพิษหลายชนิด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของ “แปะก๊วย”

- ลำต้น: แป๊ะก๊วย เป็นพืชที่มีระบบท่อลำเลียง(vascular plant) ที่ไร้ดอก เป็นรากมีลำต้นใหญ่คล้ายพืชดอกที่เป็นพืชยืนต้นทั่วไป จำแนกไว้อยู่ในดิวิชันกิงโกไฟตา (Division Ginkgo phyta)
- ใบ: เป็นลักษณะเด่นของต้นแป๊ะก๊วยที่ไม่เหมือนพืชชนิดอื่นคือ รูปร่างคล้ายพัดแผ่ออก 90 องศา มีก้านใบยาว เกาะติดกับกิ่ง ใบสีเขียว เป็นไม้ผลัดใบขนาดใหญ่ พอย่างเข้าฤดูหนาวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอร่ามสวยงามพร้อมกันทั้งต้น แล้วทยอยร่วงจนหมดต้นที่เรียกว่าใบไม้ร่วง เหลือแต่กิ่งก้านที่ท้าทายลมหนาวและหิมะที่ตกลงมา ใบนำมาสกัดเป็นยาเม็ดแก้โรคอัลไซเมอร์เนื่องจากไม่ได้เป็นพืชดอก (Angiosperm) จึงไม่จัดเข้าเป็น ทั้งพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่
- เมล็ด: เมล็ด (seed) ที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะมีสีน้ำตามปนเหลือง (brownish yellow) ขนาดเส้นผ่าศุนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ภายในเมล็ดประกอบด้วย root, short hypocotyl, 2 cotyledons และ epicotyl ซึ่งมี foliage leaves 5 ใบ
เป็นอย่างไรกันบ้างคะนักอ่านทุก ๆ ท่าน ได้รู้จักกับ “แปะก๊วย” มากขึ้นทั้งด้านข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ คุณประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้แปะก๊วยจะมีคุณประโยชน์ที่หลากหลายแต่ข้อควรระวังก็ไม่ใช่น้อย ดังนั้นนักอ่านทุก ๆ ท่านควรบริโภคแปะก๊วยในปริมาณที่เหมาะสมนะคะ💓
ข้อมูลโภชนาการของแปะก๊วย
ข้อมูลโภชนาการ ปริมาณต่อ 100 กรัม
| สารอาหาร | ปริมาณ | หน่วย |
|---|---|---|
| น้ำ | 55.2 | กรัม |
| พลังงาน | 182 | กิโลแคลอรี่ |
| โปรตีน | 4.32 | กรัม |
| ไขมันทั้งหมด (ไขมัน) | 1.68 | กรัม |
| เถ้า | 1.2 | กรัม |
| คาร์โบไฮเดรตโดยความแตกต่าง | 37.6 | กรัม |
| แคลเซียมแคลิฟอร์เนีย | 2 | มิลลิกรัม |
| เหล็ก, เฟ | 1 | มิลลิกรัม |
| แมกนีเซียม | 27 | มิลลิกรัม |
| ฟอสฟอรัส | 124 | มิลลิกรัม |
| โพแทสเซียม | 510 | มิลลิกรัม |
| โซเดียม | 7 | มิลลิกรัม |
| สังกะสี | 0.34 | มิลลิกรัม |
| ทองแดง | 0.274 | มิลลิกรัม |
| แมงกานีส, มินนิโซตา | 0.113 | มิลลิกรัม |
| วิตามินซี, กรดแอสคอร์บิกทั้งหมด | 15 | มิลลิกรัม |
| วิตามินบี | 0.22 | มิลลิกรัม |
แหล่งข้อมูลประกอบ: USDA
แชร์บทความนี้
แสดงความคิดเห็น
คุณจะได้อะไรจากบทความนี้



