ส้มเขียวหวาน ผลไม้เศรษฐกิจ ปลูกยังไง มีกี่สายพันธุ์ มีประโยชน์อะไร?

ส้มเขียวหวาน ผลไม้เศรษฐกิจ ปลูกยังไง มีกี่สายพันธุ์ มีประโยชน์อะไร?

By Published On: กันยายน 26th, 2025

ส้มเขียวหวาน ผลไม้เศรษฐกิจยอดนิยม ที่ไทยชื่นชอบและนำมารับประทานกันอย่างแพร่หลาย ทั้งยังสามารถนำไปรับประทานได้หลายรูปแบบ ทั้งกินสด คั้นน้ำ หรือแปรรูปเป็นขนม หรือของหวานต่าง ๆ เราเองก็เป็นหนึ่งในสาวกส้มเขียวหวานตัวยงเลยค่ะ! ในบทความนี้เราเลยจะพาทุกคนไปรู้จัก ส้มเขียวหวาน รวมถึงประโยชน์และข้อควรระวังในการทาน ว่ามีอะไรบ้าง? ไปดู!

ประโยชน์และข้อควรระวังในการรับประทาน ส้มเขียวหวาน

ส้มเขียวหวาน มีประโยชน์มากกว่าความอร่อย ทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน เช่น

ประโยชน์ของส้มเขียวหวาน

  1. แก้ท้องผูก เพราะในส้มเขียวหวาน มีใยอาหารสูง ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย โดยรับประทานส้มวันละ 1 ผลใหญ่ ก็สามารถช่วยลดปัญหาอาการท้องผูกได้แล้ว
  2. กระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย เนื่องจากในส้มอุดมไปด้วยวิตามินซีสูง ที่สามารถช่วยป้องกันเชื้อโรคและไวรัส รวมถึงอาการป่วยทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายได้
  3. ปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด น้ำตาลฟรุกโตสที่มีในส้ม ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งสูงเกินไป
  4. ช่วยลดความดันโลหิต เพราะในส้มเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง โซเดียมต่ำ ช่วยทำให้ไหลเวียนโลหิตได้ดี และช่วยลดระดับความดันโลหิตสำหรับผู้มีภาวะความดันโลหิตสูงด้วย
  5. บำรุงหัวใจ เพราะในส้มมีโพแทสเซียม วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ดีต่อการทำงานของหัวใจ
  6. ลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไต โพแทสเซียมในส้มจะช่วยยับยั้งการเกิดนิ่วต่าง ๆ ในร่างกาย
  7. ยับยั้งการเกิดแผลเปื่อย ในส้มมีวิตามินซีสูงทำให้ลดโอกาสการเกิดแผลเปื่อยได้
  8. ป้องกันมะเร็ง ส้มมีสารต้านอนุมูลอิสระประเภท ฟลาโวนอยด์ จำนวนมาก ซึ่งสารตัวนี้มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งช่องปาก มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และมะเร็งกระเพาะอาหารได้ด้วย
  9. บำรุงผิวพรรณ เพราะในส้มมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการปกป้องเซลล์ผิว ลดการเกิดริ้วรอย และบำรุงเซลล์ให้แข็งแรง
ส้มเขียวหวาน (Tangerine)

ส้มเขียวหวาน (Tangerine)

ส้มเขียวหวาน (Tangerine)
ส้มเขียวหวาน (Tangerine)

ชื่อวิทยาศาสตร์: Citrus reticulata Blanco

ชื่อสามัญ: Mandarin, Tangerine

วงศ์: Rutaceae

ถิ่นกำเนิด: ประเทศจีนและญี่ปุ่น

ส้มเขียวหวาน (Tangerine) จัดเป็นผลไม้เขตกึ่งร้อน ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ซึ่งแต่เดิมแล้วส้มเขียวหวาน มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในประเทศจีนและญี่ปุ่น ภายหลังได้แพร่หลายไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป จนปัจจุบันกลายเป็นผลไม้ที่นิยมปลูกกันทั่วไปในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน

โดยลักษณะพิเศษของส้มชนิดนี้ที่ทำให้ผู้คนติดใจ เป็นเพราะว่าส้มมีเปลือกอ่อน เปลือกล่อน สามารถแกะออกได้ง่าย รสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อส้มฉ่ำน้ำ ไม่ลีบฝ่อ อีกทั้งกลีบส้มยังแยกหลุดออกจากกันได้ง่ายอีกด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของส้มเขียวหวาน

  • ลำต้น: เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดย่อม สูงประมาณ 3-5 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านออกมามาก บริเวณที่เป็นกิ่งอ่อนจะมีหนาม
  • ใบ: ใบเดี่ยว สีเขียวเป็นมัน ใบแข็ง ออกใบแบบเรียงสลับกัน ใบมีลักษณะมนรี คล้ายรูปไข่ ขอบใบเรียบ หรืออาจมีฟันเลื่อยเล็กน้อย ตามแผ่นใบมีต่อมน้ำมัน ทำให้ใบส้มเขียวหวานมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์
  • ดอก: ดอกขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ บริเวณง่ามใบและปลายยอดกิ่ง
  • ผล และเมล็ด: ส้มเขียวหวานมีลักษณะผลที่ค่อนข้างกลม เนื้อเยอะ เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ แบ่งเป็นกลีบ ภายในมีเมล็ดสีขาวนวลอยู่ เปลือกส้มมีลักษณะเรียบบาง สีเขียวเป็นมัน เมื่อสุกแล้วเปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง

ข้อมูลโภชนาการของส้มเขียวหวาน

ข้อมูลโภชนาการ ปริมาณต่อ 100 กรัม

สารอาหารส้มเขียวหวาน
แคลอรี (kcal)42
ไขมันทั้งหมด0.4 กรัม
ไขมันอิ่มตัว0 กรัม
คอเลสเตอรอล0 มิลลิกรัม
โซเดียม0 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม0 มิลลิกรัม
คาร์โบไฮเดรต9 กรัม
เส้นใยอาหาร1.3 กรัม
น้ำตาล0 กรัม
โปรตีน0.6 กรัม
วิตามินเอ0.86%
วิตามินซี70%
วิตามินอี0%
แคลเซียม3%
เหล็ก4.44%
ไทอามิน2.67%
ไรโบพลาวิน2.35%
ไนอาซิน2%
ฟอสฟอรัส2.4%

แหล่งข้อมูลประกอบ: calforlife

สายพันธุ์ของส้มเขียวหวาน

ส้มเขียวหวาน ที่นิยมปลูกในไทยและมีชื่อเสียงมาก สามารถแยกได้เป็น 3 สายพันธุ์ มาดูกันว่าแต่ละสายพันธุ์ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

ส้มพันธุ์บางมด (ราชาแห่งส้มเขียวหวาน)

  • รสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อฉ่ำน้ำ
  • ผลขนาดกลาง ค่อนข้างกลมแป้น เปลือกสีเขียวอมเหลือง
  • แต่เดิมปลูกในแถบ เขตบางมด เขตราษฎร์บูรณะ เขตบางขุนเทียน จึงถูกเรียกว่า ส้มบางมด
ส้มพันธุ์บางมด

ส้มพันธุ์สายน้ำผึ้ง หรือ ส้มพันธุ์โชกุน

  • รสชาติหวานจัดอมเปรี้ยวเล็กน้อย เนื้อแน่น ชานนิ่ม ผลแตกง่ายกว่าส้มเขียวหวานพันธุ์อื่น มีน้ำคั้นต่อผลสูง
  • ใบมีขนาดเล็กกว่าส้มเขียวหวานทั่วไป เมื่อปลูกที่ภาคเหนือจะได้ผลสีเหลืองอมเขียวเล็กน้อย ปลูกที่ภาคใต้ผลจะเป็นสีเขียว บริเวณจุกผลมีแอ่งสะดือเป็นเอกลักษณ์
  • ปลูกในภาคเหนือเรียก ส้มสายน้ำผึ้ง ถ้าปลูกที่ภาคใต้เรียก ส้มโชกุนหรือส้มเพชรยะลา
ส้มพันธุ์สายน้ำผึ้ง หรือ ส้มพันธุ์โชกุน

ส้มสีทอง

  • รสชาติหวานอมเปรี้ยว เส้นใยน้อย เนื้อไม่ฉ่ำน้ำ
  • ผลขนาดกลาง เปลือกบาง มีสีเหลืองทอง
  • สายพันธุ์เดียวกันกับส้มบางมด แต่ย้ายแหล่งปลูกไปยัง จังหวัดน่าน
ส้มสีทอง

วิธีการปลูกส้มเขียวหวาน

ส้มเขียวหวาน สามารถปรับตัวได้ตามพื้นที่ปลูกได้ทุกพื้นที่ ขอแค่ปลูกในดินร่วน ที่สามารถระบายน้ำได้ดี ไม่มีความเป็นกรดด่างมากเกินไป โดยปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ ส้มเขียวหวาน มีลักษณะภายนอกและรสชาติ ที่แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม ซึ่งวิธีการปลูกให้ได้ต้นที่แข็งแรง ไม่กลายพันธุ์ สามารถทำได้โดยการปลูกจากกิ่งชำ ดังนี้

ดอกของส้มเขียวหวาน
ผลส้มเขียวหวาน
  • ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมพื้นที่ปลูก

    • พื้นที่ลุ่ม นิยมปลูกแบบยกร่อง โดยหน้าดินจะกว้างประมาณ 6 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1.50 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร เมื่อทำการปรับพื้นที่แล้ว ให้ทำการตากดินไว้ 1-2 เดือน เพื่อให้ดินแห้ง
    • พื้นที่ดอน ไม่ต้องยกร่องดิน แต่ก่อนปลูก ควรปรับหน้าดินให้เรียบและไถกลบดินให้ลึกสองครั้ง เพื่อให้ดินร่วนซุย โดยใช้ระยะห่างการปลูก กว้าง 5.5 เมตร ยาว 5. 5 เมตร
  • ขั้นตอนที่ 2 เลือกกิ่งพันธ์

    • เลือกกิ่งพันธุ์ที่แข็งแรง ใบและกิ่งไม่มีรอยโรค เพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรง
  • ขั้นตอนที่ 3 การเตรียมดิน

    • เตรียมดินปลูก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟต
    • ผสมดินให้เข้าด้วยกัน เตรียมไว้สำหรับใช้ปลูก
  • ขั้นตอนที่ 4 การปลูกจากพันธุ์กิ่งชำ

    • ขุดหลุมปลูก ให้ได้หลุมลึกประมาณ 50 เซนติเมตร
    • ใส่ดินที่ผสมไว้ลงหลุมให้ได้ประมาณ 2/3 ของหลุม
    • ยกถุงกล้าลงปลูกในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย
    • กรีดถุงกล้าพลาสติกออกจากกล้าพันธุ์ ระวังอย่าให้ดินแตก
    • จากนั้นกลบดินที่เหลือลงไปในหลุม กดเน้นบริเวณโคนต้นให้แน่น ทำไม้หลักและผูกเชือกยึดเพื่อป้องกันลมพัดโยก
    • หาวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้น เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง แล้วรดน้ำให้โชก
    • ทำร่มเงาเพื่อช่วยพรางแสงแดด
  • ขั้นตอนที่ 5 การให้ปุ๋ย

    • ช่วงเร่งผลจะใช้ ปุ๋ยสูตร 3:1:2 โรยบาง ๆ ตามขนาดทรงพุ่ม
    • ช่วงปรับปรุงผลผลิตใช้ ปุ๋ยสูตร 1:1:2 โรยบาง ๆ ตามขนาดทรงพุ่ม
    • ช่วงต้องการเร่งดอกใช้ ปุ๋ยสูตร 1:2:2 โรยบาง ๆ ตามขนาดทรงพุ่ม
    • ระหว่างนี้สามารถใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือน เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปช่วยย่อยสารอาหารในดิน กระตุ้นการดูดซึมธาตุอาหารของรากพืช อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นความหวานแก่ผลส้มอีกทางหนึ่ง
  • ขั้นตอนที่ 6 การให้น้ำ

    • ให้น้ำทันทีประมาณ 20-40 ลิตรต่อต้นเมื่อปลูกเสร็จ
    • ให้น้ำอีกครั้ง ภายใน 2-3 วัน จากครั้งแรก
    • หลังจากนั้นให้น้ำทุก ๆ 2-5 วัน จนกว่าต้นส้มจะตั้งตัวได้
    • วิธีการให้น้ำ อาจใช้สายยาง ระบบน้ำหยด มินิสปริงเกอร์ หรือเรือพ่นน้ำตามความเหมาะสม

    ข้อสำคัญ อย่าปล่อยให้ต้นขาดน้ำจนต้นเฉาเด็ดขาด

  • ขั้นตอนที่ 7 การเก็บเกี่ยว

    • เมื่อต้มส้มเริ่มออกดอกใช้เวลา 8 เดือนครึ่งถึง 10 เดือนถึงจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
    • ผลส้มพร้อมเก็บเกี่ยวควรมีผิวสีเขียวอมเหลือง หรือ เหลืองเข้ม ผลส้มมีความอ่อนนิ่มลงจากตอนแรก
    • วิธีการเก็บเกี่ยว ทำได้โดยการปลิดผล โดยใช้มือจับทางด้านใต้ผลขึ้นไป แล้วหักพับตรงบริเวณขั้วผลไปทางด้านใดด้านหนึ่ง หรือใช้กรรไกรตัดก้านผลให้ชิดกับขั้วผล
    • หากจะนำผลส้มไปจำหน่าย ควรทำการเคลือบผิวก่อน

จบไปแล้วสาระดี ๆ ของ ส้มเขียวหวาน ผลไม้ที่พอถึงหน้าฤดูออกผลของมันทีไร มีอันต้องได้ซื้อกินทีละหลายกิโล เพราะทั้งอร่อย ชื่นใจ คลายร้อนได้ดี และสำหรับใครที่กำลังอยากลองปลูกส้มเขียวหวานเอง ก็ลองนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้กันดูนะคะ แล้วเจอกับสาระดี ๆ บทความใหม่ครั้งหน้าน้าาา~

แชร์บทความนี้

แสดงความคิดเห็น