
กระเจี๊ยบเขียว พืชสมุนไพร กรอบอร่อย ประโยชน์มากมาย พร้อมวิธีปลูก
กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชสมุนไพรที่คนไทยคุ้นเคย กินได้ทั้งแบบต้ม ย่าง ใส่แกง หรือทานคู่กับน้ำพริก รสชาติกรอบอร่อยจากฝักอ่อน บวกกับสารอาหารแน่น ๆ จึงนิยมกินกันหลายประเทศ ทั้งไทย อินเดีย และญี่ปุ่น แล้วทำไมผักฝักเรียวยาวชนิดนี้ ถึงมีประโยชน์เยอะและได้รับความนิยมขนาดนี้? วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกระเจี๊ยบเขียวให้มากขึ้นค่ะ 🌱
กระเจี๊ยบเขียว คืออะไร?
กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชล้มลุกที่โตเร็วและชอบอากาศร้อนชื้น ส่วนที่เรานิยมนำมารับประทานคือ “ฝักอ่อน” ที่มีรสหวานกรอบ อุดมไปด้วยเมือกเหนียวๆ ที่มีประโยชน์ แต่ถ้าฝักแก่แล้วเนื้อจะเหนียวและไม่นิยมนำมากิน

ชื่อวิทยาศาสตร์: Abelmoschus esculentus (L.) Moench
ชื่อสามัญ: Okra, Lady’s Finger, Gumbo
วงศ์: MALVACEAE (วงศ์ชบา)
ถิ่นกำเนิด: ไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมใน ทวีปแอฟริกา (สันนิษฐานว่ามาจากประเทศซูดาน)
กระเจี๊ยบเขียว ในไทยเรียกว่า กระเจี๊ยบมอญ หรือ ถั่วเละ ส่วนอินเดียเรียก ภิณฑี (Bhindi) และในตะวันออกกลางเรียก บามียะฮ์ (Bamiya)
สรรพคุณของ กระเจี๊ยบเขียว

ฟักข้าวเป็นพืชริมรั้ว ที่สามารถพบเห็นได้ตามชนบททั่วไป สำหรับหลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตากันแต่รู้ไหมว่า ประโยชน์ของพืชชนิดนี้ มีสรรพคุณดี ๆ มากมาย โดยเฉพาะในด้านของสุขภาพ ดังนี้
1. อุดมด้วยสารอาหารแน่น ๆ
กระเจี๊ยบเขียวมีแคลอรีต่ำ (33 kcal/100 กรัม) แต่มีสารอาหารสูงมาก โดยเฉพาะ:
- วิตามิน A ช่วยบำรุงสายตา ประสาท และสมอง
- โพแทสเซียม & ฟอสฟอรัส แร่ธาตุสำคัญต่อร่างกาย
- แคลเซียม เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
- เส้นใย (Fiber) สูงมาก ดีต่อระบบขับถ่ายและลดไขมัน
2. เกราะป้องกันกระเพาะอาหารและลำไส้
ในฝักกระเจี๊ยบเขียวมีสารเมือก (Pectin และ Gum) ที่มีคุณสมบัติเด่นในการ เคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมถึงช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลได้ดีเยี่ยม จึงเหมาะมากสำหรับคนที่กินข้าวไม่ตรงเวลา
3. ตัวช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ด้วยปริมาณ เส้นใยที่สูงถึง 22% เส้นใยเหล่านี้จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ใหญ่ และยังช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในเลือด ทำให้เป็นผักที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วย โรคเบาหวาน (แม้ว่างานวิจัยส่วนใหญ่ยังอยู่ในสัตว์ทดลอง แต่ก็น่าสนใจมาก)
4. ระบบขับถ่ายดี ป้องกันท้องผูก
เส้นใยในกระเจี๊ยบเขียวเป็นเหมือนไม้กวาดชั้นดีที่ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้คล่องตัว ป้องกันอาการท้องผูก นอกจากนี้ยังช่วย กำจัดสารพิษ ออกจากร่างกายโดยการจับกับน้ำดีและขับถ่ายออกมา
5. บำรุงระบบทางเดินปัสสาวะ
ตำรายาแผนโบราณใช้ราก เมล็ด และดอกกระเจี๊ยบเขียวเป็น ยาขับปัสสาวะ และใช้รักษาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปัสสาวะขัด หรือแม้กระทั่งรักษาโรคหนองในในบางประเทศด้วย
การใช้ประโยชน์จากกระเจี๊ยบเขียว
- กินเป็นอาหาร เมนูในไทยที่พบได้บ่อย เช่น
- ผักจิ้มน้ำพริก
- แกงส้ม / แกงเลียง / แกงจืด / ห่อหมก
- ผัดกระเจี๊ยบเขียว
- ชุบแป้งทอด
- ยำ สลัด ซุป
- ต่างประเทศก็กินกันเยอะนะคะ เช่น กัมโบ้ (อเมริกา), เมนูผัดเครื่องเทศอินเดีย, ดองหรือย่างในญี่ปุ่น
- ใช้ทำขนมเพื่อสุขภาพ
- “เมือก” ของกระเจี๊ยบ ใช้แทนเนยและไข่เพื่อลดไขมันในเบเกอรี่ ช่วยให้อาหารมีเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่มโดยไม่เพิ่มไขมัน
- เป็นส่วนผสมในยาและอาหารผู้ป่วย โดยใช้เป็น
- เป็นตัวช่วยควบคุมน้ำตาล
- เป็นส่วนผสมยาถ่ายพยาธิตัวจี๊ด
- ทำแคปซูลเคลือบยา
วิธีปลูกกระเจี๊ยบเขียว
กระเจี๊ยบเขียวปลูกง่ายและดูแลไม่ยุ่งยาก สามารถปลูกในกระถางก็ได้ ดังนี้ค่ะ


- 1
เตรียมดิน กระเจี๊ยบชอบดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี อาจผสมกาบมะพร้าวสับกับปุ๋ยคอก
- 2
หว่านเมล็ดในกระถางขนาด 12-15 นิ้ว (1-2 ต้น/กระถาง)
- 3
รดน้ำเช้า-เย็นให้ชุ่ม หมั่นใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือปุ๋ยอินทรีย์ทุก 15-20 วัน
- 4
เริ่มเก็บฝักได้ตั้งแต่ 40-45 วันหลังปลูก ให้เลือกเก็บฝักอ่อนที่เมล็ดยังไม่แข็ง โดยใช้กรรไกรตัดขั้ว ซึ่งควรเก็บทุกวันหรือวันเว้นวันเพื่อให้ต้นออกฝักได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อควรระวังก่อนกิน กระเจี๊ยบเขียว
แม้จะมีประโยชน์ แต่ก็มีข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยอยู่ดังนี้ค่ะ
- ห้ามกินฝักแก่ เมล็ดแก่มีสารพิษ Gossypol ที่เป็นอันตรายต่อระบบประสาท
- กินแบบสุกเสมอ ควรต้มหรือลวกให้สุกก่อน เพราะกระเจี๊ยบเขียวสดมีกลิ่นเหม็นเขียวที่อาจทำให้เกิดอาการเมาได้
- ล้างสารพิษตกค้าง ฝักอ่อนอาจมีสารเคมีตกค้างสูง ควรล้างให้ถูกวิธี วิธีที่ลดสารพิษได้มากที่สุดคือการแช่ด้วย ผงฟู (เบคกิ้งโซดา) ½ ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก (ลดสารพิษได้ 90-95%)
- ผู้ป่วยเบาหวานต้องปรึกษาแพทย์ มีงานวิจัยพบว่า กระเจี๊ยบเขียวอาจยับยั้งการทำงานของยา Metformin ซึ่งเป็นยาควบคุมระดับน้ำตาล ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคเป็นประจำ
ไม่ว่าจะวัยทำงานที่กินข้าวไม่ตรงเวลา หรือผู้สูงอายุที่ต้องดูแลระดับน้ำตาลในเลือด กระเจี๊ยบเขียวก็เป็นสมุนไพรที่น่าสนใจและควรมีติดตู้เย็นไว้เลยค่ะ! อย่าลืมนำวิธีที่เรานำมาฝากไปปลูกไว้ทานด้วยนะคะ จะได้รับประโยชน์เต็มๆเล้ยยย



