กระเจี๊ยบเขียว พืชสมุนไพร กรอบอร่อย ประโยชน์มากมาย พร้อมวิธีปลูก

กระเจี๊ยบเขียว พืชสมุนไพร กรอบอร่อย ประโยชน์มากมาย พร้อมวิธีปลูก

By Published On: พฤศจิกายน 21st, 2025

กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชสมุนไพรที่คนไทยคุ้นเคย กินได้ทั้งแบบต้ม ย่าง ใส่แกง หรือทานคู่กับน้ำพริก รสชาติกรอบอร่อยจากฝักอ่อน บวกกับสารอาหารแน่น ๆ จึงนิยมกินกันหลายประเทศ ทั้งไทย อินเดีย และญี่ปุ่น แล้วทำไมผักฝักเรียวยาวชนิดนี้ ถึงมีประโยชน์เยอะและได้รับความนิยมขนาดนี้? วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกระเจี๊ยบเขียวให้มากขึ้นค่ะ 🌱

กระเจี๊ยบเขียว คืออะไร?

กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชล้มลุกที่โตเร็วและชอบอากาศร้อนชื้น ส่วนที่เรานิยมนำมารับประทานคือ “ฝักอ่อน” ที่มีรสหวานกรอบ อุดมไปด้วยเมือกเหนียวๆ ที่มีประโยชน์ แต่ถ้าฝักแก่แล้วเนื้อจะเหนียวและไม่นิยมนำมากิน

กระเจี๊ยบเขียว

ชื่อวิทยาศาสตร์: Abelmoschus esculentus (L.) Moench

ชื่อสามัญ: Okra, Lady’s Finger, Gumbo

วงศ์: MALVACEAE (วงศ์ชบา)

ถิ่นกำเนิด: ไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมใน ทวีปแอฟริกา (สันนิษฐานว่ามาจากประเทศซูดาน)

กระเจี๊ยบเขียว ในไทยเรียกว่า กระเจี๊ยบมอญ หรือ ถั่วเละ ส่วนอินเดียเรียก ภิณฑี (Bhindi) และในตะวันออกกลางเรียก บามียะฮ์ (Bamiya)

สรรพคุณของ กระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว

ฟักข้าวเป็นพืชริมรั้ว ที่สามารถพบเห็นได้ตามชนบททั่วไป สำหรับหลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตากันแต่รู้ไหมว่า ประโยชน์ของพืชชนิดนี้ มีสรรพคุณดี ๆ มากมาย โดยเฉพาะในด้านของสุขภาพ ดังนี้

1. อุดมด้วยสารอาหารแน่น ๆ

กระเจี๊ยบเขียวมีแคลอรีต่ำ (33 kcal/100 กรัม) แต่มีสารอาหารสูงมาก โดยเฉพาะ:

  • วิตามิน A ช่วยบำรุงสายตา ประสาท และสมอง
  • โพแทสเซียม & ฟอสฟอรัส แร่ธาตุสำคัญต่อร่างกาย
  • แคลเซียม เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
  • เส้นใย (Fiber) สูงมาก ดีต่อระบบขับถ่ายและลดไขมัน

2. เกราะป้องกันกระเพาะอาหารและลำไส้

ในฝักกระเจี๊ยบเขียวมีสารเมือก (Pectin และ Gum) ที่มีคุณสมบัติเด่นในการ เคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมถึงช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลได้ดีเยี่ยม จึงเหมาะมากสำหรับคนที่กินข้าวไม่ตรงเวลา

3. ตัวช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ด้วยปริมาณ เส้นใยที่สูงถึง 22% เส้นใยเหล่านี้จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ใหญ่ และยังช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในเลือด ทำให้เป็นผักที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วย โรคเบาหวาน (แม้ว่างานวิจัยส่วนใหญ่ยังอยู่ในสัตว์ทดลอง แต่ก็น่าสนใจมาก)

4. ระบบขับถ่ายดี ป้องกันท้องผูก

เส้นใยในกระเจี๊ยบเขียวเป็นเหมือนไม้กวาดชั้นดีที่ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้คล่องตัว ป้องกันอาการท้องผูก นอกจากนี้ยังช่วย กำจัดสารพิษ ออกจากร่างกายโดยการจับกับน้ำดีและขับถ่ายออกมา

5. บำรุงระบบทางเดินปัสสาวะ

ตำรายาแผนโบราณใช้ราก เมล็ด และดอกกระเจี๊ยบเขียวเป็น ยาขับปัสสาวะ และใช้รักษาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปัสสาวะขัด หรือแม้กระทั่งรักษาโรคหนองในในบางประเทศด้วย

การใช้ประโยชน์จากกระเจี๊ยบเขียว

  • กินเป็นอาหาร เมนูในไทยที่พบได้บ่อย เช่น
    • ผักจิ้มน้ำพริก
    • แกงส้ม / แกงเลียง / แกงจืด / ห่อหมก
    • ผัดกระเจี๊ยบเขียว
    • ชุบแป้งทอด
    • ยำ สลัด ซุป
    • ต่างประเทศก็กินกันเยอะนะคะ เช่น กัมโบ้ (อเมริกา), เมนูผัดเครื่องเทศอินเดีย, ดองหรือย่างในญี่ปุ่น
  • ใช้ทำขนมเพื่อสุขภาพ
    • “เมือก” ของกระเจี๊ยบ ใช้แทนเนยและไข่เพื่อลดไขมันในเบเกอรี่ ช่วยให้อาหารมีเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่มโดยไม่เพิ่มไขมัน
  • เป็นส่วนผสมในยาและอาหารผู้ป่วย โดยใช้เป็น
    • เป็นตัวช่วยควบคุมน้ำตาล
    • เป็นส่วนผสมยาถ่ายพยาธิตัวจี๊ด
    • ทำแคปซูลเคลือบยา

วิธีปลูกกระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียวปลูกง่ายและดูแลไม่ยุ่งยาก สามารถปลูกในกระถางก็ได้ ดังนี้ค่ะ

กระเจี๊ยบเขียว
กระเจี๊ยบเขียว
  • 1

    เตรียมดิน กระเจี๊ยบชอบดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี อาจผสมกาบมะพร้าวสับกับปุ๋ยคอก

  • 2

    หว่านเมล็ดในกระถางขนาด 12-15 นิ้ว (1-2 ต้น/กระถาง)

  • 3

    รดน้ำเช้า-เย็นให้ชุ่ม หมั่นใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือปุ๋ยอินทรีย์ทุก 15-20 วัน

  • 4

    เริ่มเก็บฝักได้ตั้งแต่ 40-45 วันหลังปลูก ให้เลือกเก็บฝักอ่อนที่เมล็ดยังไม่แข็ง โดยใช้กรรไกรตัดขั้ว ซึ่งควรเก็บทุกวันหรือวันเว้นวันเพื่อให้ต้นออกฝักได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อควรระวังก่อนกิน กระเจี๊ยบเขียว

แม้จะมีประโยชน์ แต่ก็มีข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยอยู่ดังนี้ค่ะ

  • ห้ามกินฝักแก่ เมล็ดแก่มีสารพิษ Gossypol ที่เป็นอันตรายต่อระบบประสาท
  • กินแบบสุกเสมอ ควรต้มหรือลวกให้สุกก่อน เพราะกระเจี๊ยบเขียวสดมีกลิ่นเหม็นเขียวที่อาจทำให้เกิดอาการเมาได้
  • ล้างสารพิษตกค้าง ฝักอ่อนอาจมีสารเคมีตกค้างสูง ควรล้างให้ถูกวิธี วิธีที่ลดสารพิษได้มากที่สุดคือการแช่ด้วย ผงฟู (เบคกิ้งโซดา) ½ ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก (ลดสารพิษได้ 90-95%)
  • ผู้ป่วยเบาหวานต้องปรึกษาแพทย์ มีงานวิจัยพบว่า กระเจี๊ยบเขียวอาจยับยั้งการทำงานของยา Metformin ซึ่งเป็นยาควบคุมระดับน้ำตาล ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคเป็นประจำ

ไม่ว่าจะวัยทำงานที่กินข้าวไม่ตรงเวลา หรือผู้สูงอายุที่ต้องดูแลระดับน้ำตาลในเลือด กระเจี๊ยบเขียวก็เป็นสมุนไพรที่น่าสนใจและควรมีติดตู้เย็นไว้เลยค่ะ! อย่าลืมนำวิธีที่เรานำมาฝากไปปลูกไว้ทานด้วยนะคะ จะได้รับประโยชน์เต็มๆเล้ยยย

แชร์บทความนี้

แสดงความคิดเห็น