
รู้จัก ลูกตาล ผลไม้รสชาติดี สรรพคุณเลิศ ประโยชน์มากมาย
ไม่มีใคร ไม่รู้จัก “ลูกตาล” อย่างแน่นอน เป็นอีกผลไม้พื้นบ้าน แสนอร่อย รสชาติดี และมีประโยชน์มากมาย ไม่แพ้ผลไม้อื่น ๆ เลยทีเดียว สามารถนำไป ทำอาหาร ได้ทั้งคาว และหวาน บทความนี้ เราจะพาไปรู้จักกับ ลูกตาล ต้นตาล ให้มากขึ้นกัน ตามไปดูกันเลย
ลักษณะของต้นตาล

- ต้นตาล หรือ ต้นตาลโตนด
เป็นปาล์มต้นเดี่ยว ที่มีความสูงชะลูด มีลำต้นใหญ่ และเนื้อแข็งแรงมาก เป็นปาล์มที่แยกเพศกันอยู่คนละต้น ลำต้นขนาดประมาณ 30-60 เซนติเมตร มีความสูงของต้นได้ถึง 25-40 เมตร ลำต้นเป็นเสี้ยนสีดำ และแข็งมาก แต่ไส้กลางของลำต้น จะอ่อน ส่วนบริเวณโคนต้น จะมีรากเป็นกลุ่มใหญ่ ในขณะที่ต้นยังเตี้ย จะมีทางใบแห้ง และติดแน่น เจริญเติบโตได้ดี ในดินร่วน และระบายน้ำได้ดี มีความชื้นปานกลาง ไม่ชอบอากาศเย็น ชอบแสงแดดจัด ทนต่อดินเค็ม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการ ใช้เมล็ด เพราะการย้ายไปปลูกแบบต้น จะไม่รอด เพราะรากแรก ที่แทงลงดินอยู่ลึกมาก หากรากแรกขาด ก็จะตายทันที
- ใบตาล
ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน ลักษณะค่อนข้างกลมคล้ายพัด มีความกว้างประมาณ 1-1.5 เมตร แผ่นใบหนา มีสีเขียว ปลายใบ เป็นจักลึกถึงครึ่งแผ่นใบ ส่วนก้านใบ หนา มีสีเหลือง เป็นทางยาวประมาณ 1-2 เมตร และขอบของทางก้านทั้ง 2 ข้าง จะมีหนามแข็งคล้ายฟันเลื่อยแข็ง ๆ สีดำ และคมมากอยู่ตามขอบก้านใบ ส่วนโคนก้าน จะแยกออกจากกันคล้ายกับคีมเหล็ก โอบหุ้มลำต้นเอาไว้
- ดอกตาล
ดอกมีสีขาว อมเหลือง ออกดอกเป็นช่อ แบบช่อแยกแขนง ระหว่างกาบใบ ดอก เป็นแบบแยกเพศอยู่ต่างต้นกัน ช่อดอก มีดอกอยู่ช่อละ 8-16 ดอก เมื่อดอกบานเต็มที่ จะมีความกว้างประมาณ 5 เซนติเมตร
- ผลตาล หรือลูกตาล
ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ผลติดกันเป็นกลุ่มแน่น ลักษณะของผล เป็นทรงกลม หรือเป็นรูปทรงกระบอกสั้น ผลเป็นเส้นใยแข็งเป็นมัน มักมีสีน้ำตาล ถึงสีม่วงเข้ม ปลายผลมีสีเหลือง หรือมีสีเหลืองแกมดำคล้ำ เป็นมันหุ้มห่อเนื้อเยื่อสีเหลืองไว้ภายใน ผิวผลเป็นมัน และผลมีขนาดประมาณ 15-20 เซนติเมตร เมื่อผลสุกแล้ว จะมีสีดำ ซึ่งในผลหนึ่ง ๆ จะมีเมล็ดใหญ่ และแข็งอยู่ประมาณ 1-3 เมล็ด จาวตาล ซึ่งจะถูกหุ้มด้วยใย และเนื้อผลสีเหลืองสด
สรรพคุณ และประโยชน์ของลูกตาล
สรรพคุณ
- รากต้มกับน้ำดื่ม สำหรับบางคนใช้เป็นยาชูกำลัง
- ช่วยทำให้สดชื่น จิตใจแจ่มใสเบิกบาน ด้วยการใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะใช้งวงตาลหรือช่อตาลก็ได้
- จาวตาล มีฟอสฟอรัสสูง จึงช่วยเสริมสร้างกระดูก และฟันให้แข็งแรงได้
- ช่วยแก้ไข้ ด้วยการใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่ม ส่วนรากที่งอกอยู่เหนือดิน (ตาลแขวน) มีรสหวานเย็นปนฝาดเล็กน้อย ใช้เป็นยาแก้ไข้ที่มีพิษร้อน
- รากนำมาต้มกับน้ำดื่ม แก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ
- กาบ หรือก้านใบสด นำมาอังไฟ บีบเอาแต่น้ำ ใช้อมรักษาอาการปากเปื่อยได้
- รากต้มกับน้ำ ช่วยแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ
- ใบ นำมาคั่วให้เหลือง แล้วนำมาบดจนเป็นผง ใช้สูบ หรือเป่าช่วยลดความดันโลหิต
- รากต้มกับน้ำดื่ม ช่วยขับเลือด
- กาบ หรือก้านใบสด นำมาอังไฟแล้วบีบเอาน้ำมากินแก้อาการท้องเสีย ท้องร่วงได้
- รากตาล หรืองวงตาล นำมาต้มกับน้ำดื่ม ช่วยขับพยาธิได้
- ใบตาล ช่วยแก้อาการกระสับกระส่ายของสตรี หลังคลอดบุตร
- เปลือกตาล หรือส่วนที่เป็นกะลา มีการนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของยาแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนช่อดอกตัวผู้ ยังมีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมเพื่อต้มเป็นยาบำรุงกำลังอีกด้วย

ประโยชน์ของลูกตาล
1. ประโยชน์ของต้นตาล
- ต้นตาลมีทรงพุ่มสวย นิยมปลูกกลางแจ้ง เป็นกลุ่ม แถว หรือเดี่ยว ๆ
- ลำต้นแข็งแรง ใช้ทำไม้กระดาน เสา เฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือเรือขุด
- สามารถนำมาทำงานฝีมือหรือวัสดุก่อสร้าง เช่น ท่อระบายน้ำ สะพาน กลอง
2. ประโยชน์ของเปลือกตาลและกะลา
- เปลือกตาล/กะลา ทำถ่านคาร์บอนสูง ใช้เป็นเชื้อเพลิง
- นำมาทำกล่อง ตลับเก็บของ เช่น เข็ม กระดุม เส้นยาสูบ
3. ประโยชน์ของใบตาล
- ใบอ่อน ใช้จักสาน งานฝีมือ ของเล่นเด็ก
- ใบแก่ ทำหลังคา มุงหลังคา เสื่อ ตะกร้า หมวก หรือช้อนชั่วคราว
4. ประโยชน์ของทางตาล
- ลอกผิวทำเชือกผูกหรือทำคอกสัตว์ รั้วบ้าน
- ทำไม้กวาด คราด หรือใช้ในงานหัตถกรรมและจักสาน
5. ประโยชน์ของลูกตาลและผลไม้
- รับประทานสดหรือทำขนม เช่น ลูกตาลลอยแก้ว ขนมตาล ต้มปลาร้าหัวตาล
- ผลอ่อน หน่ออ่อน ใช้ทำแกง ต้ม หรือผัด
- จาวตาล/ลูกตาลเชื่อม ทำขนมหวานหรือของว่าง
6 ประโยชน์ของเมล็ดตาล
- รับประทานสด ทำขนม หรือใส่แกงส้ม แกงเหลือง
- เมล็ดตากแห้ง ใช้ทำของเล่นเด็ก หรือเผาถ่าน
7. ประโยชน์ของงวงตาล (ช่อดอก)
- ใช้ทำน้ำหวาน น้ำตาลสด น้ำตาลโตนด น้ำตาลก้อน หรือน้ำตาลปี๊บ
- ปัจจุบันนำมาทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารร่วมกับสมุนไพร
คุณค่าทางโภชนาการ
ลูกตาลอ่อน ต่อ 100 กรัม พลังงาน 47 กิโลแคลอรี และอื่น ๆ ดังนี้
- คาร์โบไฮเดรต 9.0 กรัม
- โปรตีน 0.5 กรัม
- เส้นใย 0.5 กรัม
- ไขมัน 1.0 กรัม
- น้ำ 88.5 กรัม
- วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม
- วิตามินบี 2 0.01 มิลลิกรัม
- วิตามินบี 3 0.5 มิลลิกรัม
- วิตามินซี 2 มิลลิกรัม
- ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม
- ธาตุเหล็ก 1.7 มิลลิกรัม
- ธาตุฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม
การขยายพันธุ์ ต้นตาล
ลูกตาล สามารถพบขยายพันธุ์โดย การใช้เมล็ด ซึ่งมีวิธีการปลูก ดังนี้
- นำผลตาลสุก มาปอกเปลือก และขำเอาเนื้อตาลออก
- นำเมล็ดตาล ใส่ถุงแช่น้ำ ประมาณ 5 วัน แล้วนำมากองบนดิน
- นำฟางข้าวมาคลุมทับนาน 15 วัน รากก็จะเริ่มงอก แล้วจึงสามารถนำไปปลูกได้
ส่วนวิธีการปลูก เริ่มจากขุดหลุม ให้ลึกพอดีกับเมล็ดตาล ที่จะนำไปปลูก แต่ต้องระวังไม่ให้ปลายรากหัก วางเมล็ด โดยต้องวางให้ทำมุมเฉียง 45 องศา จากนั้นกลบดิน รดน้ำวันละครั้ง หลังจาก 30 วัน ต้นอ่อน จะงอกพ้นดิน ทั้งนี้ การปลูกควรเว้นระยะห่าง 6×6 ถึง 8×8 เมตร
ข้อแนะนำ และข้อควรระวัง
- ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ควรระมัดระวังในการรับประทานน้ำตาลสด หรือผลิตภัณฑ์ที่มีความหวาน ที่ทำมาจากตาล เช่น น้ำตาลสด น้ำตาลปึก น้ำตาลปีบ น้ำตาลผง เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ มีความหวานมาก โดยอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และอาจทำให้เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์ได้
- สำหรับการใช้ตาล เป็นสมุนไพรตามตำรับตำรายาต่าง ๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีและไม่ควรใช้ต่อเนื่อง เป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ตาลเป็นสมุนไพร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ
เราเชื่อว่าเกษตรกรไทยและคนรักต้นไม้ทุกคนล้วนอยากเห็นพืชผัก ผลไม้ และสวนของตัวเองเติบโตอย่างสวยงามและได้ผลดี ลูกตาลก็เป็นหนึ่งในผลไม้ที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาที่น่าทึ่ง บอกเลยว่าดีกว่าที่คิดแน่นอนค่ะ และแน่นอนว่า tamsuan เรามีความรู้ด้านการเกษตร การปลูกพืช และการดูแลผลไม้ต่าง ๆ เพื่อให้เกษตรกรและผู้ปลูกทุกคนทำเกษตรได้อย่างมั่นใจ สนุก และยั่งยืนค่ะ




