
การปลูกพืชไร้ดินด้วยระบบ “ไฮโดรโปนิกส์” สร้างรายได้เสริม แบบไม่ง้อดิน!
เบื่อไหมที่อยากปลูกผักแต่ไม่มีที่ดิน? หรือเจอปัญหาดินไม่ดี โรคเยอะ? วันนี้เรามีทางออกสุดเจ๋งมาแนะนำค่ะ! นั่นก็คือ การปลูกพืชไร้ดิน หรือ ไฮโดรโปนิกส์ แค่ใช้น้ำและสารอาหารก็สามารถสร้างผักสด สะอาด ปลอดภัย ไว้กินเอง หรือต่อยอดเป็นรายได้เสริมได้แบบสบาย ๆ ไม่ว่าจะอยู่คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ หรือบ้านเล็ก ๆ ก็ทำได้! มาดูกันเลยค่ะว่าวิธีทำเงินแบบไม่ง้อดินนี้มันว้าวขนาดไหน!
ข้อดี-ข้อเสีย ของการปลูกพืชไร้ดิน
การปลูกพืชไร้ดิน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนี้
ข้อดีของ การปลูกพืชไร้ดิน

- สามารถปลูกพืชได้ทั้งปี เป็นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตให้สูงขึ้นกว่าแบบเก่า 50-100% และยังสามารถออกแบบให้ประหยัดพื้นที่การปลูกได้ด้วย
- ดูแลได้ทั่วถึง เนื่องจากเป็นระบบที่ง่ายต่อการควบคุม ช่วยป้องกันโรคและแมลง ไม่ใช้สารเคมีกำจัดแมลง 100% และไม่มีปัญหาในการกำจัดวัชพืชในพื้นที่ปลูก
- ประหยัดน้ำและปุ๋ยเพราะสามารถควบคุมได้ตามที่พืชต้องการ
- ไม่ต้องไถพรวน สามารถลดการทำลายหรือชะล้างหน้าดิน
- มีผลผลิตสม่ำเสมอ และอายุเก็บเกี่ยวเร็วขึ้น เนื่องจากพืชสามารถนำธาตุอาหารไปใช้ได้สม่ำเสมอ
- ผลผลิตที่ได้มีความสะอาด สด คุณภาพดี และที่สำคัญคือปลอดสารพิษ
- สามารถพัฒนาการปลูกไปในเชิงพาณิชย์ได้
ข้อเสียของ การปลูกพืชไร้ดิน

เนื่องจากมีการดัดแปลงแก้ไข และปรับปรุงในระบบเรื่อย ๆ ทำให้ลดข้อเสียต่าง ๆ ที่เคยพบในอดีต ลดลงไปได้มาก ดังนี้
- ต้นทุนเริ่มต้นสูง ต้องลงทุนในระบบและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รางปลูก, ปั๊มน้ำ, ถังสารละลาย, ระบบท่อ, และโรงเรือน (ถ้าต้องการควบคุมสภาพแวดล้อม) ซึ่งมีราคาสูงกว่าการปลูกในดินมากในช่วงเริ่มต้น แต่ก็สามารถใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านดัดแปลงได้ ซึ่งผลผลิตที่ได้ ก็ไม่แตกต่างกันเลย
- ต้องอาศัยความรู้และทักษะเฉพาะทาง ผู้ปลูก ต้องมีความรู้อย่างแท้จริง ซึ่งในปัจจุบัน มีเอกสารแนะนำ และสามารถขอข้อมูลได้จาก สำนักงานเกษตร ในทุก ๆ พื้นที่
- การจัดการสารอาหาร ผู้ปลูกต้องมีความรู้ในการผสมสารละลายธาตุอาหาร (ปุ๋ย AB) ให้เหมาะสมกับชนิดและช่วงอายุของพืช
- การควบคุมค่าสำคัญ ต้องควบคุมและตรวจสอบค่า pH (ความเป็นกรด-ด่าง) และค่า EC (ความเข้มข้นของสารอาหาร) อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช หากควบคุมผิดพลาดจะส่งผลกระทบต่อพืชทันที
- โรคในระบบน้ำ เนื่องจากทุกต้นใช้สารละลายร่วมกัน หากมีเชื้อโรคหรือรากเน่าเกิดขึ้นกับต้นใดต้นหนึ่ง เชื้อโรคจะสามารถแพร่กระจายไปทั่วทั้งระบบได้อย่างรวดเร็ว
- ไม่เหมาะกับพืชบางชนิด ระบบไฮโดรโปนิกส์ส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะแบบน้ำ) จะเหมาะกับพืชที่มีรากสั้น เช่น ผักสลัด ผักใบ หรือสมุนไพรบางชนิด แต่ไม่เหมาะกับพืชที่มีรากขนาดใหญ่ พืชหัว (มันฝรั่ง, แครอท) หรือไม้ยืนต้น
ผักไฮโดรโปนิกส์ ปลอดภัยไหม?
การปลูกพืชไร้ดิน ไฮโดรโปนิกส์ เป็นการนำสารละลายธาตุอาหาร มาละลายโดยใช้ธาตุอาหารที่เหมาะสม ต่อความต้องการของพืช เช่นเดียวกับการปลูกพืชในดิน แต่ต่างกันตรงพืชที่การปลูกในดิน จะต้องอาศัยจุลินทรีย์มาเปลี่ยนเป็นรูปของธาตุอาหาร ซึ่งบางครั้ง หากในดินมีธาตุโลหะหนัก เช่น ดีบุก ตะกั่ว แคดเมียม ที่เป็นพิษต่อผู้บริโภค จุลินทรีย์ ก็เปลี่ยนให้พืชสามารถดูดธาตุที่เป็นพิษเข้าไปได้ ในขณะที่การปลูกพืชไร้ดิน เราสามารถควบคุมธาตุอาหารที่มีความจำเป็นเฉพาะการเจริญเติบโตของพืช และความปลอดภัยต่อผู้บริโภคได้นั่นเอง
วิธีปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์

ขั้นตอนการปลูก
- 1
เตรียมพื้นที่ และโต๊ะปลูก
- เตรียมประกอบโต๊ะปลูก และติดตั้งตามวิธีการประกอบชุด ไฮโดรโปนิกส์ และนำโต๊ะปลูกมาวางในตำแหน่งที่ได้รับแสงแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง/วัน
- 2
เตรียมพันธุ์ และเมล็ดพันธุ์ผัก
สามารถแบ่งเมล็ดพันธุ์ผัก ได้ 2 ชนิด คือ
- เมล็ดผักเคลือบดินเหนียว เมล็ดผักมีขนาดเล็ก ทำให้เป็นอันตราย และสูญเสียได้ง่าย จึงมีการเคลือบเมล็ดด้วยดินเหนียว แต่เมล็ดที่เคลือบ จะมีอายุการเก็บรักษาสั้น เนื่องจากได้มีการกระตุ้นการงอกมาแล้ว แต่จะสะดวกสำหรับการใช้งาน
- เมล็ดผักไม่เคลือบ คือ เมล็ดพันธุ์ปกตินั่นเอง
- 3
เตรียมการเพาะต้นกล้า
- นำวัสดุปลูก เช่น เพอร์ไลท์ เวอร์มิคูไลท์ ใส่ถ้วยเพาะ และนำเมล็ดผักใส่ตรงกลางถ้วย กลบเมล็ด และรดน้ำให้เปียก เก็บไว้ในที่ปลอดภัย รดน้ำทุกวัน ประมาณ 3-5 วัน เมล็ดเริ่มงอก และเริ่มให้สารละลายอ่อน ๆ แทนน้ำ สามารถทำได้ ดังนี้
ถ้วยเพาะแบบสำเร็จรูป
เพาะกล้าในแผ่นโฟม
เพาะกล้าในวัสดุปลูกเพอร์ไลท์ + เวอร์มิคูไลท์
การเตรียมสารละลายที่มีธาตุอาหาร
ในช่วงระหว่างรอเพาะต้นกล้า ให้เตรียมสารละลายที่มีธาตุอาหาร โดยส่วนใหญ่มักนิยมใช้กันอยู่ 2 แบบ คือ สาระลายที่มีธาตุอาหารแบบเจือจาง และสารละลายเข้มข้น มีสูตรดังนี้
ความเข้มข้นของสารละลายที่มีธาตุอาหาร = อัตราส่วนในการเจือจาง x ความจุของถังที่บรรจุสาร
เพื่อให้ได้สารละลายที่มีธาตุอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ให้ใช้ pH Meter เพื่อวัดค่ากรดด่าง และ EC Meter เพื่อวัดค่าความนำไฟฟ้าด้วย จะช่วยให้สารละลายที่มีธาตุอาหาร มีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ผักเจริญเติบโตได้ดีมากขึ้น
ควบคุมคุณภาพของน้ำ และเปลี่ยนสารละลายในเวลาที่เหมาะสม
ตลอดระยะเวลาการปลูก ควรควบคุมปริมาณน้ำให้มีคุณภาพที่เหมาะสมตลอดเวลา อีกทั้งควรเปลี่ยนสารละลายที่มีธาตุอาหารด้วย เมื่อปลูกไปได้ระยะหนึ่ง เพื่อให้ผักได้รับสารอาหารได้อย่างเต็มที่ โดยควรเปลี่ยน ทุก 2 – 3 สัปดาห์ หรือ ใครจะเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก
รักษาระดับน้ำให้อยู่ในระดับควบคุมอยู่เสมอ เช่น 10 ลิตร ควบคุมค่า EC อยู่ระหว่าง 1-1.8 โดยเครื่อง EC meter ปรับลดโดยการเพิ่มน้ำ และปรับค่า EC เพิ่มโดยการเพิ่มปุ๋ย กรณีไม่มีเครื่องวัด สามารถประมาณการเติมสารอาหาร A และ B ดังตาราง คือ
- ควบคุมค่า pH อยู่ระหว่าง 5.2-6.8 โดยเครื่อง pH meter หรือ pH Drop test
- ปรับลดโดยการกรดฟอสฟอริก หรือกรดไนตริก (pH down) และปรับค่า pH เพิ่มโดยการเติมโปตัสเซียมไฮดรอกไซด์ (pH up) ปริมาณ 2-3 หยด
การเก็บเกี่ยวพืชไฮโดรโปนิกส์

พืชไฮโดรโปนิกส์สามารถเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 45 วัน และการเก็บเกี่ยวพืชไฮโดรโปนิกส์นั้นค่อนข้างง่ายและสะอาดกว่าการปลูกในดินมากค่ะ โดยมีขั้นตอนและข้อควรรู้หลัก ๆ ดังนี้
การเตรียมก่อนเก็บเกี่ยว (ลดค่าไนเตรท)
เคล็ดลับสำคัญที่ทำกันในกลุ่มผู้ปลูกคือการลดปริมาณสารละลายธาตุอาหาร (ปุ๋ย AB) ก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อให้ผักนำไนเตรทที่สะสมอยู่ในใบไปใช้ให้เหลือน้อยที่สุด ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยยิ่งขึ้น
- เปลี่ยนเป็นน้ำเปล่า ประมาณ 3-7 วัน ก่อนกำหนดเก็บเกี่ยว (ขึ้นอยู่กับชนิดพืชและสภาพอากาศ) ให้ถ่ายน้ำปุ๋ยเก่าออก แล้วเติมน้ำเปล่าที่ปรับค่า ให้เหมาะสม (ประมาณ ) เข้าไปแทนที่
- ช่วงนี้ผักจะยังคงเติบโตได้โดยใช้ธาตุอาหารที่สะสมไว้ในตัว ทำให้รสชาติผักสด กรอบ และหวานขึ้น
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยว
ช่วงเช้ามืด หรือ เย็น ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่อุณหภูมิต่ำที่สุด เช่น ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น (เช้ามืด) หรือ ช่วงเย็น วิธีนี้จะช่วยให้
- ผักสดและกรอบนาน เพราะลดการคายน้ำและหายใจของพืช
- ผักไม่ขม เนื่องจากความร้อนทำให้ผักเกิดความเครียดและผลิตสารที่ทำให้มีรสขม
- มีค่าไนเตรทต่ำ (มีการใช้ไนเตรทไปมากในระหว่างวันที่มีแสง)
วิธีการเก็บเกี่ยว
การเก็บเกี่ยวผักไฮโดรโปนิกส์สามารถทำได้ 2 วิธีหลัก ๆ ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดหรือผู้บริโภค
- เก็บทั้งต้นพร้อมราก เหมาะสำหรับ การขายปลีก, เก็บไว้บริโภคเอง
- ค่อยๆ ดึงต้นผักออกจากถ้วยปลูก หรือช่องปลูก โดยให้รากยังติดอยู่กับต้น
- หากปลูกบนฟองน้ำ ก็ดึงออกมาทั้งฟองน้ำเลย
- ไม่ตัดราก และนำไปล้างน้ำสะอาด (แช่น้ำเย็นจะช่วยเพิ่มความกรอบ) วิธีนี้ทำให้ผัก สดนาน และผู้ซื้อเห็นว่าผักนั้นสด สะอาด “ปลอดดิน” จริง ๆ
- ตัดที่โคนต้น เหมาะสำหรับ การบริโภคทันที, การบรรจุหีบห่อเพื่อขายเป็นใบ/น้ำหนัก
- ใช้มีดหรือกรรไกรคม ๆ ตัดที่บริเวณโคนต้น (เหนือรากเล็กน้อย) วิธีนี้จะเน้นการขายส่วนใบที่นำไปประกอบอาหารได้ทันที โดยไม่ต้องจัดการเรื่องราก
การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
- ล้างทำความสะอาด ล้างรากและใบด้วยน้ำสะอาด (แนะนำให้ใช้น้ำเย็น) ประมาณ 2-3 ครั้ง
- ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ก่อนบรรจุต้องผึ่งให้แห้งหมาด ๆ หรือใช้เครื่องสลัดน้ำ เพื่อป้องกันการเน่าเสีย
- การบรรจุ บรรจุในถุงพลาสติก, กล่อง, หรือห่อด้วยกระดาษอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาความสดและป้องกันความเสียหาย
- การเก็บรักษา ควรเก็บไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิต่ำ () เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาค่ะ
ที่มา: วารสารส่งเสริมการเกษตร
เป็นยังไงกันบ้างคะกับเรื่องราวของ ไฮโดรโปนิกส์? จะเห็นได้ว่าการปลูกพืชไร้ดินไม่ได้ยากอย่างที่คิด แถมยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับคนที่อยากมีรายได้เสริม หรือแค่อยากปลูกผักสะอาด ๆ ไว้กินเองที่บ้าน เราบอกเลยว่าการเริ่มต้นเล็ก ๆ ด้วยระบบง่าย ๆ ก็ทำให้เราเห็นผลผลิตได้จริง ลงทุนไม่เยอะ แต่ผลตอบแทน ถือว่าคุ้มค่าสุด ๆ! ใครพร้อมแล้วก็อย่ารอช้า ลองลุยดูสักตั้ง แล้วมาเปลี่ยนพื้นที่ว่าง ๆ ให้กลายเป็นแหล่งเงินแหล่งอาหารที่ดีต่อใจและดีต่อกระเป๋ากันนะคะ!



