รู้จัก “กะหล่ำปลี” สรรพคุณและประโยชน์ พร้อมวิธีปลูกแบบง่ายๆที่บ้าน

รู้จัก “กะหล่ำปลี” สรรพคุณและประโยชน์ พร้อมวิธีปลูกแบบง่ายๆที่บ้าน

By Published On: ตุลาคม 14th, 2025

กะหล่ำปลี (Cabbage) ผักสวนครัวยอดนิยมที่ทุกบ้านต้องมี นำไปทำเมนูไหนก็อร่อย ทั้งกินสดและปรุงสุก แถมอุดมไปด้วยไฟเบอร์และวิตามินหลากชนิดที่ดีต่อสุขภาพ วันนี้จะพาไปรู้จักสรรพคุณของกะหล่ำปลี พร้อมวิธีปลูกง่าย ๆ สำหรับมือใหม่!

ทำความรู้จัก กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี เป็นพืชผักสวนครัว ที่นิยมทานมาก ๆ ในปัจจุบัน เพราะมีเนื้อกรอบ และหวาน สามารถทำไปทำอาหารได้หลายเมนู เช่น แกงจืด หรือต้มจืดกะหล่ำปลี และผัดกะหล่ำปลี เป็นต้น แถมยังนิยมรับประทานสด หรือลวกสุกคู่กับกับข้าวเมนูอื่น เช่น น้ำพริก ลาบ และไส้กรอกอีสาน เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของกะหล่ำปลี

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของกะหล่ำปลี
  • ราก และลำต้น เป็นพืชล้มลุกอายุมากกว่า 1 ปี ลำต้นกลม สั้น สีขาว เป็นแก่นตรงกลาง ถูกห่อหุ้มด้วยแผ่นใบ ส่วนรากกะหล่ำปลี ประกอบด้วย รากแก้ว และรากฝอย
  • ใบ ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับซ้อนกันแน่นรอบลำต้น เรียกว่า หัวกะหล่ำปลี มีลักษณะกลม และแบนเล็กน้อย โดยใบจะห่อหุ้มซ้อนกันแน่น ใบจะแตกออกด้านข้างลำต้น เรียงวนรอบลำต้น ผิวใบมีลักษณะเรียบ แต่เป็นลูกคลื่น ขอบใบย่น ใบโค้งงอเข้าตรงกลาง หุ้มซ้อนกันแน่น กะหล่ำปลี 1 ต้น จะมีใบห่อหุ้มประมาณ 20-40 ใบ หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับขนาดหัว
  • ดอก ออกดอกเป็นช่อ แทงออกตรงกลางหัว มีก้านช่อดอกยาว ปลายก้านช่อดอกแตกแขนงออกเป็นช่อดอกย่อย เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ที่มีเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน
  • ผล และเมล็ด มีลักษณะเป็นฝักเรียวยาว แบบตะเข็บ 2 ข้าง ฝักอ่อนมีสีเขียว ฝักแก่มีสีดำ และปริแตกเมื่อฝักแก่เต็มที่ ภายในฝักมีเมล็ดจำนวนมาก เรียงกันเป็นแถวเดียว เมล็ดมีลักษณะกลม ขนาดเล็ก ประมาณ 1.6 มิลลิเมตร เปลือกเมล็ดมีสีดำ หรือน้ำตาลอมดำ ผิวเมล็ดเรียบ

สายพันธุ์ของกะหล่ำปลี

สายพันธุ์ของกะหล่ำปลี

กำหล่ำปลี สามารถแยกได้เป็น 3 สายพันธุ์ คือ

  • กะหล่ำปลีขาว (Common Cabbage) นิยมปลูกทั่วไปเพื่อทานใบ หัวกลม แบบราบ ใบสีเขียว หรือสีเขียวอ่อน ใบด้านในมีสีขาว ใบกรอบ รสหวานเล็กน้อย เช่น พันธุ์โคเปนเฮเกนมาร์เก็ต และพันธุ์โกลเดน เอเคอร์
  • กะหล่ำปลีแดง หรือกะหล่ำปลีสีม่วง (Red Cabbage) ใบเป็นสีแดงทับทิม ขึ้นดีในที่อากาศหนาวเย็น นิยมบริโภคมาก ๆ ในแถบยุโรป มีรสชาติขมกว่ากะหล่ำปลีขาว
  • กะหล่ำปลีใบย่น (Savoy Cabbage) เป็นอีกสายพันธุ์ที่นิยมปลูกทั่วไป ผิวใบหยิกย่น เติบโตได้ดีในอากาศหนาวเย็น มีรสชาติหวานกรอบ มีกลิ่นเฉพาะตัว

ประโยชน์ของกะหล่ำปลี

ประโยชน์ของกะหล่ำปลี

ประโยชน์ด้านสุขภาพ

  • ช่วยลดน้ำหนัก และคอเลสเตอรอลในร่างกาย
  • มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส บำรุงกระดูก และฟัน
  • ช่วยย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องผูก แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง
  • ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัด
  • ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการโรคกระเพาะอักเสบ
  • กะหล่ำปลีมีสารซัลเฟอร์ ช่วยระงับประสาท ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด ทำให้นอนหลับสบายขึ้น
  • ช่วยบำรุงรากผม สร้างโปรตีนเคราติน ทำให้ผมเงางามมีน้ำหนัก สุขภาพดี ชะลอการเกิผมหงอกได้

ประโยชน์ด้านอื่น ๆ

  • นิยมใช้ใบประกอบอาหาร เช่น เมนูต้ม เมนูผัด เมนูแกง เป็นต้น
  • ใบกะหล่ำปลี สามารถทานสด ๆ ได้ เช่น เมนูลาบ ผักสดจิ้มน้ำพริก เป็นต้น
  • กะหล่ำปลีสีแดง มักจะใช้สกัดเป็นสีผสมอาหาร สีย้อม เป็นต้น
  • ลำต้น และใบ สามารถนำไปเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู วัว เป็นต้น
  • เศษกะหล่ำปลี นิยมนำไปทำปุ๋ยหมักชีวภาพ

วิธีปลูกกะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีนั้น สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ และจะเจริญเติบโตในดินที่ร่วนซุย หน้าดินลึก และระบายน้ำได้ดี เป็นพื้นที่ชอบอากาศเย็นด้วย จึงนิยมปลูกในช่วงเดือน ตุลาคม – มกราคม ของทุกปี มีขั้นตอนดังนี้

วิธีปลูกกะหล่ำปลี
  • เลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ สำหรับเมืองไทย ปลูกพันธุ์เบา จะได้ผลดีที่สุด เพราะเป็นพันธุ์ที่ไม่ต้องการอากาศหนาวมากนัก มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ปลูกได้ผลดี
  • เตรียมดินเพาะกล้า ขุดไถลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร ความยาวตามต้องการ
  • ตากดินไว้ ประมาณ 5-7 วัน จากนั้น ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวได้ดี อัตรา 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากับดินและย่อยหน้าดินให้ละเอียด หากดินเป็นกรด ควรใส่ปูนขาวลงไป เพื่อปรับสภาพดินให้มีความเหมาะสมต่อการปลูกกะหล่ำปลีด้วย
  • การเพาะกล้า หลังจากเตรียมดินแล้ว หว่านเมล็ดกะหล่ำปลีให้กระจายทั่วแปลง หรือทำเป็นแถวขุดร่องลึก ประมาณ 1 เซนติเมตร ห่างกันแถวละ 15 เซนติเมตร
  • โรยเมล็ดลงในร่องหว่าน กลบเมล็ดด้วยปุ๋ยหมัก หรือดินละเอียด รดน้ำให้ชุ่ม คลุมด้วยฟางแห้งบาง ๆ
  • หลังจากต้นกล้างอกได้ 15-20 วัน ให้เลือกถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก และทิ้งระยะห่างต้นละ 10 เซนติเมตร รอจนกระทั่งอายุประมาณ 25-30 วัน จึงย้ายไปปลูก
  • การย้ายปลูก ควรย้ายในช่วงบ่าย-เย็น โดยให้ดินติดรากมาด้วย ระวังไม่ให้รากขาด รีบนำลงปลูก กดดินรอบโคนให้แน่นทันที รดน้ำให้ชุ่ม ทำร่มบังแดดปิดบังแดดไว้ ประมาณ 3- 4 วัน แล้วนำออก
  • การใช้ปุ๋ย เมื่อปลูกได้ 15 วัน ใส่ปุ๋ยจำพวกไนโตรเจน เช่น ยูเรีย 46% (46-0-0) หรือแอมโมเนียมซัลเฟต 21% (21-0-0) ให้ต้นละ 1 ช้อนชา
  • เมื่อปลูกได้ 30 วัน ทำการพรวนดินรอบ ๆ โคนต้น ใส่ปุ๋ยสูตร 12-8-8 ต้นละ 2 ช้อนชา หรือใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ต้นละ 1 กำมือ กลบดิน
  • รดน้ำอย่างสม่ำเสมอ วันละ 1-2 ครั้ง ในระยะแรก ให้รดน้ำด้วยการฉีดเป็นฝอยในช่วงเช้าและเย็นทุกวัน
  • เมื่อหัวเริ่มเข้าปลี ให้ลดปริมาณการรดน้ำลง เพื่อป้องกันไม่ให้หัวปลีแตกและไม่ห่อหัว
  • การเก็บเกี่ยว เมื่อกะหล่ำปลีอายุประมาณ 50-60 วัน ใช้มีดตัดบริเวณส่วนโคน โดยปกติกะหล่ำปลี จะมีน้ำหนักประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อต้น การเก็บในระยะที่เหมาะสมจะได้หัวที่สมบูรณ์ หากเก็บขณะอ่อนเกินไปหัวจะไม่แน่น จะเสียขนาดและน้ำหนัก หรือถ้าทิ้งไว้นานเกินไปหัวจะหลวม ทำให้คุณภาพของหัวกะหล่ำปลีลดลง เสียรสชาติ ไม่ได้ราคา ดังนั้น เวลาเก็บเกี่ยวควรสังเกตหัวที่แน่นจะดีที่สุดนั่นเอง

คุณค่าทางโภชนาการของกะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีดิบต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 25 กิโลแคลอรี และสารอาหารอื่น ๆ ดังนี้

  • คาร์โบไฮเดรต 5.8 กรัม
  • วิตามินซี 36.6 มิลลิกรัม
  • น้ำตาล 3.2 กรัม
  • ธาตุแคลเซียม 14 มิลลิกรัม
  • เส้นใย 2.5 กรัม
  • ธาตุเหล็ก 40 มิลลิกรัม
  • ไขมัน 0.1 กรัม
  • ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม
  • โปรตีน 1.28 กรัม
  • ธาตุแมงกานีส 0.16 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี1 0.061 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี2 0.040 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 170 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี3 0.234 มิลลิกรัม
  • ธาตุโซเดียม 18 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี5 0.212 มิลลิกรัม
  • ธาตุสังกะสี 0.18 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี6 0.124 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี9 43 ไมโครกรัม
  • ฟลูออไรด์ 1 ไมโครกรัม

จบไปแล้วสาระดี ๆ ของกะหล่ำปลี เป็นผักที่ทานเท่าไหร่ก็ไม่มีเบื่อแน่นอน แถมยังนำไปทำเมนูได้หลากหลาย หากใครอยากจะปลูกขายก็ทำได้ไม่ยากอีกด้วย ลองนำเคล็ดลับดี ๆ ที่เรามาแชร์วันนี้ไปลองทำกันดูนะจ๊ะ ติดตามสาระดี ๆ ได้อีกในบทความหน้านะคะ

นักเขียนคอนเทนต์เกษตรเชิงวิเคราะห์ ผู้รวบรวมเทคนิคการเพาะปลูกจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และประสบการณ์จริง เพื่อส่งต่อความรู้ที่ถูกต้อง แม่นยำ และนำไปใช้งานได้ทันที

แชร์บทความนี้

แสดงความคิดเห็น