เคล็ดลับ วิธีปลูกผักบุ้ง ให้โตไว ปลูกได้แม้มีพื้นที่น้อย

เคล็ดลับ วิธีปลูกผักบุ้ง ให้โตไว ปลูกได้แม้มีพื้นที่น้อย

By Published On: กันยายน 29th, 2025

ผักบุ้ง เป็นผักที่ได้รับความนิยม และนำมารับประทานกันเป็นอย่างมาก เพราะประโยชน์และสรรพคุณของผักบุ้ง มีหลากหลายมาก ทั้งช่วยในการบำรุงสายตา อุดมไปด้วยวิตามิน และธาตุ ที่สำคัญหลากหลาย ซึ่งผักบุ้งนั้น สามารถแบ่งออกได้หลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ จะมีลักษณะของลำต้นที่แตกต่างกันออกไป รวมทั้งรสชาติ จะแตกต่างกันอีกด้วย

บทความนี้เราเลยจะพาไปรู้จักกับ วิธีปลูกผักบุ้ง ด้วยตัวเอง แบบง่าย ๆ บอกเลยว่า มีพื้นที่น้อย ก็สามารถ ปลูกผักบุ้ง ได้ ตามไปดูกันเลยค่ะ!

สายพันธุ์ของผักบุ้ง มีอะไรบ้าง?

ผักบุ้ง

สายพันธุ์ของผักบุ้ง ได้แก่ ผักบุ้งไทย ผักบุ้งจีน ผักบุ้งนา ผักบุ้งแก้ว และ ผักบุ้งทะเล โดยรายละเอียดของแต่ละสายพันธุ์มีดังนี้ค่ะ

  • ผักบุ้งไทย เป็นผักบุ้งที่เกิดเองตามธรรมชาติ แม่น้ำลำคลอง โดยที่เราไม่ต้องเพาะปลูกก็สามารถเกิดขึ้นเองได้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สายพันธุ์ธรรมชาติ เป็นผักบุ้งที่ทอดยาว ถ้าหากหักตรงลำต้นของผักบุ้ง จะมียางไหลออกมาเพียงเล็กน้อย แต่มียางมากกว่าผักบุ้งจีน คนจึงไม่นิยมนำไปรับประทานเท่ากับผักบุ้งจีน
  • ผักบุ้งจีน เป็นผักบุ้งที่ถูกนำเข้าจากต่างประเทศ แต่เมืองไทยสามารถ ปลูกผักบุ้ง ชนิดนี้เองได้ ส่วนมาก ผักบุ้งจีน นิยมปลูกขายตามท้องตลาด เพราะว่า ลำต้นของผักบุ้งจีนค่อนข้างยาว และขาวกว่าผักบุ้งไทย มีใบอ่อนที่เขียวขจี มีดอกของผักบุ้งเป็นสีขาว เวลาหักลำต้นแล้วมียางออกมาน้อยกว่าผักบุ้งไทย คนจึงนิยมนำผักบุ้งจีนมาทำอาหารมากกว่า
  • ผักบุ้งนา มีลำต้นเป็นสีแดง มียอดค่อนข้างเรียว และเล็ก รสชาติจะมีรสฝาดติดลิ้น นิยมนำมารับประทานคู่กับลาบน้ำตกของคนอีสาน และอาหารอีสานอีกหลากหลายประเภท สามารถนำมาทำแกงส้มได้อีกด้วย เป็นผักบุ้งที่นิยมรับประทานมากอีก 1 ชนิด
  • ผักบุ้งแก้ว คนนิยมนำยอดมาประกอบอาหาร เป็นส่วนประกอบที่อร่อยที่สุด ลำต้นเรียวยาว พร้อมกับยอดอ่อนที่เขียวขจี
  • ผักบุ้งทะเล เป็นผักบุ้งที่มีลำต้นทอดเลื้อยยาว ไปตามพื้นดิน ซึ่งสามารถยาวได้ถึง 5-30 เมตรเลยทีเดียว ลำต้นเป็นสีเขียวปนแดง หรือสีแดงอมม่วง ตามข้อของผักบุ้ง จะมีรากฝอยโผล่ออกมาทุกจุด ซึ่งเป็นผักบุ้งที่คนนิยมนำมารับประทานเป็นยา

วิธีปลูกผักบุ้งจีน

ผักบุ้งจีน เป็นผักที่คนไทยนิยมรับประทานเนื่องจากเป็นผักที่หาซื้อได้ขายตามท้องตลาด และเกษตรกรนิยมปลูกผักบุ้งจีน เนื่องจากเป็นผักที่ปลูกได้ง่าย เจริญเติบโตไว ระยะเวลาการปลูกเพียง 25-30 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว และเป็นผักสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี วิธีการปลูกผักบุ้งจีน มีแบบ 2 คือ แบบหว่าน และ แบบหยอด สามารถทำได้ดังนี้

  • แบบหว่าน การปลูกแบบหว่าน จะเป็นการหว่านเมล็ดผักบุ้งจีนลงไปแปลงดินตรง ๆ กลบด้วยดินบาง ๆ แล้วรดน้ำได้เลย แต่มีข้อเสีย คือ ผักบุ้งจีนเป็นผักที่มีความต้องการน้ำมาก เวลารดน้ำ จะทำให้ต้นผักบุ้งจีนแย่งน้ำกัน ทำให้การเจริญเติบโตไม่เท่ากัน
  • แบบหยอด การปลูกแบบหยอด จะเป็นการปลูกแบบแนวเส้นตรง แล้วจึงนำเมล็ดพันธุ์ไปหยอดตามแนวเส้นตรง เพื่อไม่ได้เมล็ดชิดกันมากเกินไป เสร็จแล้วกลบดิน แล้วรดน้ำได้เลย พอเมล็ดเจริญเติบโต ก็จะเรียงแนวเป็นระเบียบ
การปลูกผักบุ้ง

วิธีปลูกผักบุ้ง ง่าย ๆ สามารถปลูกได้แม้ในพื้นที่ขนาดเล็ก ๆ เช่น ในบ้าน หรือบนระเบียง ถ้าอยากมีผักบุ้งสด ๆ ไวทานที่บ้าน ทำได้หลากหลายวิธี ซึ่งในบทความนี้ เรามี 1. ปลูกในกระถางแบบใช้ดิน 2. ปลูกแบบใช้เมล็ด และ 3. ปลูกแบบไม่ใช้เมล็ด จะทำได้ยังไงนั้น ตามเราไปดูกันเลยค่ะ

1. วิธีปลูกผักบุ้ง ในกระถาง

ปลูกผักบุ้ง ในกระถาง

อุปกรณ์และวัสดุปลูก

  • ต้นอ่อนผักบุ้ง

  • ถังน้ำ

  • ปุ๋ยหมัก

  • ปุ๋ยมูลไส้เดือน

  • กากมะพร้าว

  • กระถาง

ขั้นตอนการปลูก

  • 1

    นำต้นผักบุ้ง ไปแช่ในถัง แล้วเติมน้ำลงไปประมาณ 2 ½-3 นิ้ว ทิ้งไว้ 4-5 วัน เพื่อรอให้รากงอก

  • 2

    นำปุ๋ยหมัก และปุ๋ยมูลไส้เดือน ผสมกับกากมะพร้า วผสมให้เข้ากัน แล้วตักใส่กระถางจนเกือบเต็ม

  • 3

    ใช้มือขุดดินตรงกลางกระถางออกให้เป็นหลุม แล้วนำต้นผักบุ้งมาวางพร้อมถมดินกลบหลุมปลูกจนเกือบเต็มกระถาง จากนั้น นำจานมารองก้นกระถางไว้เพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้

2. วิธีปลูกผักบุ้ง แบบใช้เมล็ด

ปลูกผักบุ้ง แบบใช้เมล็ด

อุปกรณ์และวัสดุปลูก

  • ตะกร้า มีรูแบบโปร่ง ๆ 1 ใบ

  • กระบะขนาดที่ซ้อนตะกร้าลงไปได้ 1 ใบ

  • กาบมะพร้าวสับ

  • น้ำปุ๋ยไฮโดร

  • กระบะใหญ่

  • เมล็ดผักบุ้ง

  • น้ำสะอาด

ขั้นตอนการปลูก

  • 1

    นำตะกร้าแบบมีรู มาวางซ้อนกัน กับกระบะ

  • 2

    นำกาบมะพร้าวสับใส่ตะกร้า โดยให้มีความสูงประมาณ 3/4 นิ้ว

  • 3

    ใส่น้ำสะอาด ให้ความสูงของน้ำปริ่มกับกาบมะพร้าว

  • 4

    โรยเมล็ดผักบุ้ง อย่าให้ติดกันจนเกินไป และนำฝา หรือภาชนะมาปิดด้านบน วางในที่ร่ม ไม่ต้องตากแดด

  • 5

    รากจะเริ่มโผล่ใน 2 วัน ในระหว่างนี้ ควรสังเกตระดับน้ำ ถ้าลดลงให้เติมให้สูงเท่าเก่า ถ้าต้นเริ่มงอกแล้ว ก็ไม่ต้องปิดฝาแล้ว ใบจะได้ไม่เหลือง และเติมปุ๋ย ประมาณวันที่ 5

  • 6

    พอครบ 14 วัน เติมน้ำปุ๋ยเพิ่ม และเปลี่ยนกระบะใส่น้ำเป็นขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้รากยาว

  • 7

    พอครบ 3 สัปดาห์ หรือ 21 วัน ต้นจะยาวประมาณ 10-12 นิ้ว แปลว่า ใกล้ตัดได้แล้ว ให้ถ่ายน้ำปุ๋ยออก และใส่น้ำสะอาดไว้ 3-5 วัน เพื่อล้างปุ๋ยตกค้างออก และตัดได้ทันที

3. วิธีปลูกผักบุ้ง แบบไม่ใช้เมล็ด

ปลูกผักบุ้ง

อุปกรณ์และวัสดุปลูก

  • ฟองน้ำ

  • ตะกร้า มีรูแบบโปร่ง ๆ 1 ใบ

  • กระบะขนาดที่ซ้อนตะกร้าลงไปได้ 1 ใบ

  • กาบมะพร้าวสับ

  • น้ำปุ๋ยไฮโดร

  • กระบะใหญ่

  • ต้นผักบุ้งพร้อมราก

  • น้ำสะอาด

ขั้นตอนการปลูก

  • 1

    ตัดฟองน้ำ ให้เป็นลูกเต๋า ขนาดกว้าง 1 x 1 นิ้ว กรีดตรงกลางฟองน้ำให้เป็นรู นำไปชุบน้ำให้ชุ่ม

  • 2

    นำต้นผักบุ้งตัดราก เสียบตามรูที่เจาะไว้ แล้วนำฟองน้ำไปวางเรียงในตะกร้า ให้ต้นผักบุ้งโผล่จากรูตะกร้า ประมาณ 3 นิ้ว

  • 3

    จากนั้น นำตะกร้าไปวางซ้อนกับกระบะใส่น้ำ ระวังอย่าให้ลำต้นส่วนล่างโดนกับก้นกระบะ

  • 4

    ทิ้งไว้ 5–7 วัน พอรากเริ่มยาวแล้ว ให้เปลี่ยนน้ำใส่ปุ๋ย

  • 5

    เปลี่ยนกระบะ เป็นกระบะใหญ่ จากนั้น ทิ้งไว้ประมาณ 14 วันผักบุ้ง ก็จะโตเต็มที่ พร้อมตัด

วิธีการดูแลผักบุ้ง

  • การให้น้ำ : ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ วันละ 1-2 ครั้ง (เช้า-เย็น) โดยเฉพาะช่วงที่อากาศร้อน
  • การให้ปุ๋ย : หลังปลูกประมาณ 5-7 วัน ให้เริ่มใส่ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของลำต้นและใบ (หว่านบาง ๆ แล้วรดน้ำตามทันที) อาจใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือน้ำหมักชีวภาพแทน เพื่อความปลอดภัย
  • แสงแดด : ผักบุ้งชอบแดดเต็มวัน เพื่อให้เจริญเติบโตได้รวดเร็วและต้นอวบ ควรถูกแสงแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน จะดีที่สุด
  • การกำจัดวัชพืช :ควรรีบถอนวัชพืชออกตั้งแต่ผักบุ้งยังเล็ก เพื่อไม่ให้แย่งน้ำและอาหาร

ป้องกันศัตรูพืชและโรคพืชในผักบุ้ง

แมลงศัตรูพืชที่พบบ่อยในผักบุ้ง

  • มักพบ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง ด้วงใบ ใยแดง และ หนอนกัดกินใบ
  • การป้องกันและกำจัด : ผักบุ้งเป็นพืชที่เก็บเกี่ยวเร็ว จึงควรเน้นการกำจัดแบบ ชีววิธี หรือ อินทรีย์ เช่น การใช้ น้ำหมักสมุนไพร (เช่น สะเดา ยาสูบ ข่า) หรือ เชื้อราบิวเวอร์เรีย (สำหรับกำจัดหนอนและแมลง) ฉีดพ่นเพื่อความปลอดภัยในการบริโภค

โรคพืชที่พบบ่อยในผักบุ้ง

  • โรคราสนิมขาว อาการคือ จะพบ จุดสีเหลืองซีด ด้านบนใบ และมี ตุ่มนูนสีขาวเล็ก ๆ คล้ายผงแป้งอยู่ใต้ใบ หากรุนแรงจะทำให้ใบบิดเบี้ยวและร่วง
  • โรคใบจุด อาการคือ เกิดจุดแผลสีน้ำตาลหรือดำบนใบ

วิธีป้องกัน

  • ป้องกันก่อนปลูก: คลุกเมล็ดด้วยสารชีวภัณฑ์ (เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา) หรือสารเมตาแลกซิล (สำหรับเกษตรกร) ก่อนหว่าน
  • กำจัด: หากเป็นน้อยให้เด็ดใบที่เป็นโรคทิ้ง หากระบาดให้ใช้สารชีวภัณฑ์ หรืออาจใช้ น้ำปูนใส ฉีดพ่นเพื่อป้องกันและกำจัดเชื้อรา

การเก็บเกี่ยวผักบุ้ง

การเก็บเกี่ยวผักบุ้ง

การเก็บเกี่ยวผักบุ้งมี 2 วิธีหลัก ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการเก็บหมดทั้งต้นในครั้งเดียว (ผักบุ้งจีน) หรือต้องการให้แตกยอดใหม่มาเก็บกินได้หลายครั้ง (ผักบุ้งไทย/ผักบุ้งแก้ว)

1. การเก็บเกี่ยวแบบถอนทั้งราก (นิยมใช้กับผักบุ้งจีน)

ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว: อายุประมาณ 20–30 วัน หลังปลูก (หรือเมื่อต้นสูง 30–35 ซม.)

วิธีการ:

  • ก่อนถอน ควร รดน้ำให้ดินชุ่ม ก่อนเล็กน้อย เพื่อให้ถอนง่ายและรากไม่ขาดมากเกินไป
  • ใช้มือจับโคนต้นแล้วค่อย ๆ ถอนขึ้นมาทั้งต้นพร้อมราก
  • สะบัดดินออก ล้างรากให้สะอาด และไม่ควรนำไปตากแดดทันทีหลังเก็บเกี่ยว เพราะจะทำให้ผักเหี่ยวเร็ว

2. การเก็บเกี่ยวแบบตัดยอด (เพื่อให้แตกยอดใหม่)

ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว: อายุประมาณ 25–30 วัน หรือเมื่อยอดเริ่มยาว

วิธีการ:

  • ใช้มีดหรือกรรไกร ตัดที่ลำต้น (โคนต้น) โดยเหลือตอไว้ประมาณ 1–2 นิ้ว (เหนือข้อสุดท้าย)
  • หลังตัดยอด ให้รดน้ำและใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นการแตกยอด
  • ผักบุ้งจะแตกยอดใหม่ภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์ และสามารถเก็บเกี่ยวซ้ำได้เรื่อย ๆ อีก 1-2 ครั้ง

เคล็ดลับ: ควรเก็บเกี่ยวในตอนเช้า เนื่องจากผักบุ้งจะมีความกรอบและสดมากกว่าเก็บในช่วงที่อากาศร้อนจัด

เป็นอย่างไรกันบ้างกับบทความดี ๆ ที่เรานำมาฝากกัน วิธีปลูกผักบุ้ง ทำได้ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ หากใครที่วางแผนจะปลูกพืชชนิดอื่นร่วมด้วยแล้วอยากจัดพื้นที่เพาะปลูกให้เป็นระเบียบ เราขอแนะนำ กระถางผ้า ปลูกต้นไม้ และ กระบะปลูกผัก ยิ่งเลือกแบบที่คุณภาพดีก็จะใช้ได้นานและไร้ปัญหากวนใจในอนาคตด้วยนะคะ

เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับผักบุ้ง

20–30 วัน หลังปลูก (เมื่อต้นสูงประมาณ 30–35 ซม.)

ชอบ แสงแดดจัด และดินที่มี ความชื้นสูงมาก (ชื้นแฉะได้)

ใช้ปุ๋ยที่มี ไนโตรเจน (N) สูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ใส่หลังปลูก 5-7 วัน

ส่วนใหญ่เกิดจากแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยอ่อน หรือ เพลี้ยไฟ ที่ดูดน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน

แชร์บทความนี้

แสดงความคิดเห็น