ผักเคล (Kale) ประโยชน์ โทษที่ต้องรู้ พร้อมวิธีปลูกให้โตสวยและไม่ขม

ผักเคล (Kale) ประโยชน์ โทษที่ต้องรู้ พร้อมวิธีปลูกให้โตสวยและไม่ขม

By Published On: กันยายน 26th, 2025

ผักเคล (Kale) ราชินีผักใบเขียว มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร? ทำไมถึงได้เป็นกระแสและได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพขึ้นมา ตามไปหาคำตอบกับเรากันเลยดีกว่าค่ะ!

ประโยชน์ ผักเคล ราชินีผักใบเขียว

เคล หรือ ผักเคล ผักสีเขียวสารพัดประโยชน์ ขึ้นชื่อว่าเป็น Superfood และ The queen of green เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น ตามไปดูประโยชน์และสรรพคุณเด่น ๆ ของผักชนิดนี้กัน

  1. วิตามินเคสูงสุด ปกติแล้ววิตามินเคจะพบมากในผักใบเขียว แต่ผักเคลมีปริมาณวิตามินเคสูงที่สุด ดังนั้น กินผักนี้ไม่ถึง 30 กรัมก็ได้รับวิตามินเคเท่ากับความต้องการของร่างกายต่อวันแล้ว
  2. ดีต่อสมอง กระดูก และระบบเลือด วิตามินเคในผักเคล จำเป็นต่อคนทุกเพศทุกวัย ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ป้องกันการอุดตันเส้นเลือด ช่วยให้เลือดหยุดง่ายขึ้นหากมีบาดแผล นอกจากนี้ผักเคลยังมีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน
  3. ไฟเบอร์สูง แคลต่ำ ผักเคลมีคลอโรฟิลล์และมีไฟเบอร์สูงมาก ช่วยระบบขับถ่าย ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังเป็นผักที่แคลอรี่ต่ำ อิ่มนาน เหมาะกับคนลดความอ้วน
  4. ช่วยบำรุงสายตา มีลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ช่วยบำรุงสายตาและป้องกันจอประสาทตา
  5. ช่วยบำรุงหัวใจ โพแทสเซียมในผักเคลช่วยลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดได้
  6. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ผักเคลอุดมไปด้วยวิตามินหลากชนิด เช่น วิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัด ไม่ให้ร่างกายป่วยง่าย
  7. ลดความเสี่ยงมะเร็ง นอกจากเคลจะช่วยเรื่องระบบขับถ่ายแล้ว ยังลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ได้แล้ว เคลยังมีคลอโรฟิลล์ ช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายดูดซึมสารก่อมะเร็งจากอาหารประเภทปิ้งย่างอีกด้วย
  8. ลดความเสี่ยงเบาหวาน เคลใบหยิกใยอาหารสูง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ผักเคล (Kale)

ผักเคล (Kale)

ผักเคล (Kale)
ผักเคล (Kale)

ชื่อวิทยาศาสตร์: Brassica oleracea L.

ชื่อสามัญ: Kale, Curly Leaf Kale, Leaf Cabbage

วงศ์: Acephala Group

ถิ่นกำเนิด: เมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกและเอเชียไมเนอร์

ผักเคล หรือ คะน้าใบหยิก เป็นผักใบเขียวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งผักสีเขียวทั้งมวล” และ “ซูเปอร์ฟู้ด” ที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย

ลักษณะพฤกษศาสตร์ เคล (Kale)

  • ราก/ลำต้น: ผักเคลมีรากแก้วที่แข็งแรงและมีรากแขนงจำนวนมาก ลำต้นตั้งตรง สีเขียวหรือสีม่วง ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์
  • ใบ: ใบเคลมีขนาดใหญ่ แผ่นใบกว้างสีเขียวเข้ม สีเขียวอ่อน หรือสีม่วง มีทั้ง ใบหยิก ใบตรง ใบแบน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ รสชาติขมเล็กน้อย
  • เมล็ด: เมล็ดผักเคลมีขนาดเล็ก กลม สีดำหรือสีน้ำตาล เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 มม.

ข้อมูลโภชนาการของ ผักเคล (Kale)

พลังงาน วิตามิน แร่ธาตุ สารอาหารต่าง ๆ ของ ผักเคลสด ผักเคลนึ่ง ในปริมาณ 100 กรัม

สารอาหารผักเคลสดผักเคลนึ่ง/ต้ม
พลังงาน49 กิโลแคลอรี28 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต8.8 กรัม5.63 กรัม
นํ้าตาล2.3 กรัม1.25 กรัม
ใยอาหาร3.6 กรัม2 กรัม
ไขมัน0.9 กรัม0.4 กรัม
โปรตีน4.3 กรัม1.9 กรัม
วิตามิน A : ลูทีน241 ไมโครกรัม146 ไมโครกรัม
วิตามิน A : ซีแซนทีน6,261 ไมโครกรัม4,983 ไมโครกรัม
วิตามิน B1 (ไทอะมีน)0.11 มิลลิกรัม0.053 มิลลิกรัม
วิตามิน B2 (ไรโบฟลาวิน)0.13 มิลลิกรัม0.07 มิลลิกรัม
วิตามิน B3 (ไนอะซิน)1.0 มิลลิกรัม0.5 มิลลิกรัม
วิตามิน B50.9 มิลลิกรัม0.05 มิลลิกรัม
วิตามิน B60.27 มิลลิกรัม0.138 มิลลิกรัม
วิตามิน B9 (โฟเลท)141 มิลลิกรัม13 มิลลิกรัม
วิตามิน C120 มิลลิกรัม41 มิลลิกรัม
วิตามิน E1.54 มิลลิกรัม0.85 มิลลิกรัม
วิตามิน K390 ไมโครกรัม418 ไมโครกรัม
แคลเซียม150 มิลลิกรัม72 มิลลิกรัม
เหล็ก1.5 มิลลิกรัม0.9 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม47 มิลลิกรัม18 มิลลิกรัม
แมงกานิส0.66 มิลลิกรัม0.416 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส92 มิลลิกรัม28 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม491 มิลลิกรัม228 มิลลิกรัม
เซลิเนียม0.9 ไมโครกรัม0.9 ไมโครกรัม
สังกะสี0.6 มิลลิกรัม0.24 มิลลิกรัม

แหล่งข้อมูลประกอบ: สำนักงานสมุนไพร

สายพันธุ์ ผักเคล (Kale)

ผักเคลมีหลายสายพันธุ์ทั่วโลก แต่สายพันธุ์ที่นิยมปลูกและพบบ่อยในประเทศไทย มีดังนี้

เคลใบหยิก (Curly Leaf Kale)

เคลใบหยิก (Curly Leaf Kale) ลักษณะเด่น คือ ใบใหญ่ ขอบหยัก มีกลิ่นฉุน รสชาติขมปนหวาน หากนำมาทำอาหารนิยมนำมาผัดกับกระเทียมและน้ำมันมะกอกเพื่อลดความขม นอกจากนี้ยังนิยมทานในรูปแบบสลัด ปั่นเป็นสมูทตี้ และปั่นผสมกับผลไม้เพื่อสุขภาพ

เคลใบหยิก (Curly Leaf Kale)

เคลใบตรง (Lacinato Kale)

เคลใบตรง (Lacinato Leaf Kale) หรือ เคลไดโนเสาร์ (Dinosaur Kale) ลักษณะเด่น คือ ใบยาวตรง ไม่หยิกงอ แต่มีรอยย่น ใบมีสีเขียวแกมน้ำเงินเข้ม เคลพันธุ์นี้ได้รับความนิยมและเป็นอาหารหลักของชาวอิตาเลี่ยนมายาวนาน รู้จักกันในชื่อของ  Italian Kale, Tuscan Kale, Flat Back Kale / Black Tuscan Palm Kale

เคลใบตรง (Lacinato Kale)

ออร์นาเมนทอลเคล (Ornamental Kale)

ออร์นาเมนทอลเคล (Ornamental Kale) หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ปูเล่” เป็นเคลอีกหนึ่งสายพันธุ์นี้มีสีสันสวยงามที่สุด มีลักษณะค้ายกะหล่ำปลี สีสวยไล่ไปตั้งแต่เขียว ชมพู ม่วง แดง มักนําไปประดับในจานอาหารหรือนําไปปลูกในสวนเพื่อความสวยงามมากกว่านำมาบริโภค

ออร์นาเมนทอลเคล (Ornamental Kale)

เคลแดง (Red Russian Kale)

เคลแดง (Red Russian Kale) ลำต้นมีสีแดง ส่วนใบอาจจะมีสีแดงแซมเล็กน้อย รสชาติจะมีความหวานกรอบ ทานง่ายกว่าเคลพันธุ์อื่น ๆ

เคลแดง (Red Russian Kale)

เคลลูกผสม (Redbor Kale)

เคลลูกผสม (Redbor Kale)  ลำต้นและใบเป็นสีเขียวผสมม่วง พุ่มหยัก เป็นเคลอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่มีความสวยงาม รสชาติออกขม  นิยมใส่ในสลัด และนำไปประดับตกแต่งจานเพิ่มสีสันให้อาหารจานโปรด

เคลลูกผสม (Redbor Kale)

ไซบีเรียนเคล (Siberian Kale)

ไซบีเรียนเคล (Siberian Kale) ใบมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับเคลสายพันธุ์อื่น ๆ ชอบอากาศหนาวจัด ถ้านํามาปลูกในไทยอาจจะไม่เหมาะสม ไม่เติบโตดีเท่าที่ควร

ไซบีเรียนเคล (Siberian Kale)

วิธีปลูกผักเคล ให้โตสวยและไม่ขม

ปลูกผักเคล
ปลูกผักเคล
  • ขั้นตอนที่ 1 เพาะเมล็ดพันธุ์

    • เพาะเมล็ดพันธุ์ผักเคลในพีทมอส โดยการหยอดเมล็ดลงหลุมละ 2 เมล็ด รดน้ำให้ชุ่ม เก็บในที่ร่ม รดน้ำเช้าและเย็น ผักเคล จะเริ่มงอกภายใน  5 – 7 วัน รอให้มีใบเลี้ยงงอกแล้วย้ายไปวางในพื้นที่ที่มีแสงแดด รดน้ำวันละ 2 ครั้ง
  • ขั้นตอนที่ 2 ย้ายลงกระถางปลูก

    • เมื่อต้นกล้ามีอายุ 15 วัน หรือมีใบจริง 1 – 3 ใบให้เก็บต้นที่สมบูรณ์ที่สุดเอาไว้ แล้วจำกัดอีกต้นทิ้งไป แล้วย้ายปลูกลงกระถางหรือแปลงดิน
  • ขั้นตอนที่ 3 วิธีดูแลรักษา

    • ใส่ปุ๋ย : หากปลูกลงแปลงให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 1 กิโลกรัม/ตารางเมตร หากปลูกลงกระถางให้ใส่ประมาณ 20 กรัม หรือหนึ่งกำมือต่อกระถาง ทุก ๆ 1 เดือน
    • ให้น้ำ : รดน้ำวันละ 2 ครั้ง ระมัดระวังอย่าให้น้ำขัง เพื่อป้องกันรากเน่า
    • กำจัดโรคและแมลง : โรคและแมลงของผักเคลจะพบน้อยมากในฤดูหนาว แต่หากเป็นช่วงฤดูร้อนมักพบโรคเน่า รากเหี่ยว ให้ใช้ไตรโคเดอร์มา 10 ช้อนแกงผสมน้ำ 20 ลิตร ราดโคนต้น หากพบโรคราน้ำค้าง ใบจุด ราแป้ง ให้ใช้เชื้อจุลินทรีย์ 3 ช้อนแกงผสมกับน้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดให้ทั่วใบ
  • ขั้นตอนที่ 4 การเก็บเกี่ยว

    • เคลสามารถตัดใบล่างไปรับประทานหรือขายได้ตั้งแต่ 45 วันแรก โดยการเก็บแต่ละครั้งให้เหลือไว้ต้นละ 6 – 7 ใบ เพื่อให้ต้นยังสามารถสังเคราะห์แสงและแตกยอดใหม่ได้ อายุการเก็บเกี่ยว 1 – 2 ปีขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการดูแล

คำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับผักเคล (Kale)

  • เลือกผักเคลสดใหม่ วิธีสังเกต คือ ใบมีสีเขียวสด ก้านแข็ง ไม่มีรอยช้ำ ไม่มีกลิ่นเหม็น
  • ล้างให้สะอาดที่สุด ล้างด้วยน้ำเปล่าหลาย ๆ รอบ แล้วแช่น้ำเกลือประมาณ 10 นาที ล้างด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง
  • กินผักเคลกับไขมันดี ไขมันดี เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะกอก ถั่ว และเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารในผักเคลดีขึ้น
  • กินในปริมาณที่เหมาะสม แนะนำให้ทานผักเคล ประมาณ 100 กรัมต่อวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นให้พิจารณาร่วมกับเพศ อายุ สุขภาพโดยรวม และอาหารอื่นที่รับประทานด้วย

ผักเคลและผักคะน้าเป็นผักที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน ทำให้หลายคนเกิดความสับสนว่าผักทั้งสองชนิดนี้แตกต่างกันอย่างไร สังเกตได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • คะน้า: ใบเรียวยาว สีเขียวอ่อน ก้านยาว ราคาถูกและหาซื้อง่ายกว่าผักเคล
  • ผักเคล: ใบใหญ่หยิก สีเขียวเข้ม ก้านหนา มีใยอาหารมากกว่า ราคาแพงกว่าคะน้าทั่วไป

นิยมรับประทานผักเคลทั้งดิบและสุก เช่น ใส่ในสลัด แซนวิช โรล นำไปอบ ผัด ต้ม และปั่นเป็นน้ำผัก นอกจากนี้ยังนิยมนำไปแปรรูปเป็น ”ผงผักเคล” ทานเป็นอาหารเสริมได้

ผักเคลกินทุกวันได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม โดยทั่วไปแนะนำให้ทาน 100 กรัมต่อวัน และไม่ควรทานผักเคลมากเกินไป เพราะอาจทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อได้

เป็นอย่างไรบ้างกับสาระน่ารู้เกี่ยวกับ ผักเคล ราชินีผักใบเขียว สมกับเป็นซูเปอร์ฟู้ดอย่างที่ผู้คนเลื่องลือกันใช่ไหมล่ะ หากใครยังไม่เคยลอง แนะนำให้ซื้อมาลองทานกันน้าาา แม้น้องจะหน้าตาแปลก ๆ สีเข้มไปหน่อย แต่รสชาติไม่แย่เลย ไม่แน่ว่าบางคนอาจจะยกให้เป็นผักโปรดเลยก็ได้ แถมกินแล้วได้ประโยชน์เยอะสุด ๆ แถมวิธีปลูกก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด ปลูกไว้ทานเองก็ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้เยอะเลยด้วยนะ!

แชร์บทความนี้

แสดงความคิดเห็น