
ฟักทอง พืชสารพัดประโยชน์ ปลูกยังไงให้ได้ผลดี ลูกดก โตเร็ว
ฟักทอง พืชล้มลุกสารพัดประโยชน์ นำไปทำอาหารคาวหวานหรือเมนูเพื่อสุขภาพก็ได้ จึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ดี บทความนี้รวบรวม วิธีปลูกฟักทองให้ได้ผลผลิตดี เหมาะทั้งปลูกขายและปลูกสร้างรายได้ ใครสนใจเริ่มปลูกฟักทอง ตามมาดูกันเลย!
ฟักทอง คืออะไร
ชื่อวิทยาศาสตร์: Cucurbita moschata Decne
ชื่อสามัญ: Pumpkin, Butternut squash, Winter squash, Field pumpkin, Cushaw
ชื่ออื่น ๆ: หมากอึ (ภาคอีสาน), มะฟักแก้ว / ฟักแก้ว (ภาคเหนือ), มะน้ำแก้ว / หมักอื้อ (เลย), หมากฟักเหลือง (แม่ฮ่องสอน), น้ำเต้า (ภาคใต้)
วงศ์: Cucurbitaceae
ถิ่นกำเนิด: ทวีปอเมริกากลาง
ฟักทอง (Pumpkin) ฟักทอง เป็นพืชเขตร้อนที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเขตร้อนของอเมริกาเหนือ แถบประเทศเม็กซิโก และตอนเหนือของอเมริกาใต้ ก่อนที่ภายหลังจะเริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยชาวโปรตุเกสและสเปนในยุคสำรวจโลก
ในประเทศไทยฟักทองนิยมนำมาใช้ประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน นอกจากนี้ยังมีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น น้ำฟักทอง ข้าวเกรียบฟักทอง หรือฟักทองอบแห้ง สำหรับทานเล่นอีกด้วย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของ ฟักทอง

- ลำต้น: มีลักษณะเป็น ไม้เถาเลื้อย ไปตามพื้นดิน ลำต้นยาวประมาณ 5-10 เมตร ผิวค่อนข้างแข็ง มีขนอ่อนปกคลุมสากมือ และมีร่องลึกตามยาว
- ใบ: เป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปทรงใบคล้ายรูปหัวใจหรือรูปห้าเหลี่ยม ขอบใบมีหยักตื้นๆ ออกเรียงสลับกัน ผิวใบมีขนปกคลุมทั้งสองด้าน ทำให้รู้สึกสากเมื่อสัมผัส
- ดอก: เป็นดอกเดี่ยวสีเหลืองหรือส้ม ขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายระฆังหรือกระดิ่ง ดอกที่อยู่บนต้นจะแยกเพศกัน
- ดอกตัวผู้: ก้านดอกจะยาวและเรียวเล็ก ภายในมีเกสรตัวผู้ 1 แท่ง
- ดอกตัวเมีย: โคนดอกจะมีส่วนป่องออกมา ซึ่งก็คือ รังไข่ ที่จะพัฒนาไปเป็นผลต่อไป และมีแท่งเกสร 6 แท่ง
- ผล: มีรูปทรงและขนาดหลากหลายตามสายพันธุ์ เช่น ทรงกลมแป้น ทรงน้ำเต้า หรือทรงรี ส่วนใหญ่มักมีผิวขรุขระ หรือเรียบในบางสายพันธุ์
- เนื้อด้านใน: มีสีเหลืองไปจนถึงส้มเข้ม เนื้อแน่นและเหนียว
- เมล็ด: มีจำนวนมากอยู่กลางผล เมล็ดมีลักษณะแบน รี และมีสีขาวนวลหรือน้ำตาลอ่อน
นอกจากนี้ เปลือกของฟักทอง มี 2 แบบ ขึ้นอยู่กับตระกูลของฟักทอง ดังนี้
- ตระกูลแรก: ฟักทองอเมริกัน (Pumpkin) ผิวด้านนอกและเนื้อด้านในจะเป็นสีเหลือง ทั้งตอนเป็นผลอ่อนและตอนแก่เต็มที่
- ตระกูลที่ 2: ฟักทองไทยและฟักทองญี่ปุ่น (Squash) ผิวของผลขณะยังอ่อนจะเป็นสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อแก่ ขณะเดียวกันเนื้อข้างในก็จะเปลี่ยนไปตามสีของเปลือก ณ ช่วงเวลานั้น ๆ ด้วย
ประโยชน์ของฟักทอง

1.บำรุงสายตา ป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม
เมื่อเนื้อข้างในฟักทองมีสีเหลือง จะอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะถูกเปลี่ยนให้เป็นวิตามิน A ช่วยในการบำรุงสายตา นอกจากนี้ ยังมีสารลูทีนและซีเซทีน (Lutein – Zeaxanthin) ช่วยป้องกันดวงตาจากแสงแดด และกรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา ทำให้ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมได้
2.เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
ฟักทอง มีวิตามิน B หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น วิตามิน B1 B2 B3 B5 B6 ซึ่งล้วนแล้วแต่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง นอกจากนี้ ยังมี เบต้าแคโรทีน ที่จะไปกระตุ้นให้เซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกาย และมี ทีเฮลเปอร์ ทำงานต่อต้านสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคได้ดีขึ้น จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคร้ายแรงได้ในอนาคต
3.บำรุงผิวพรรณให้มีสุขภาพดี
เบต้าแคโรทีนในฟักทอง นอกจากบำรุงสายตาและช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณ ช่วยลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย นอกจากนี้ ยังมี วิตามิน C ช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ดูกระจ่างใส และ วิตามิน E ที่จะช่วยป้องกันผิวจากแสงแดด ทำให้ผิวพรรณโดยรวมของคุณมีสุขภาพดีขึ้น
4.ลดความดันโลหิต ช่วยควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกาย
เมื่อทานฟักทอง100 กรัม จะได้รับโพแทสเซียมสูงถึง 340 มิลลิกรัม ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิต ควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกาย ตลอดจนประโยชน์อื่น ๆ เช่น รักษาภูมิแพ้ กำจัดของเสียในร่างกาย และ ยังช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงระบบประสาทได้ดี ทำให้จิตใจแจ่มใส ร่าเริงอีกด้วย
5.ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานปกติ
ในฟักทองมีเส้นใยหรือไฟเบอร์สูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ถ่ายอุจจาระได้ง่าย ลดการหมักหมมของเสียในลำไส้ และ ลดโอกาสดูดซับสารพิษจากของเสียกลับเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ลดลง
6.ป้องกันโรคต่อมลูกหมากโต
จากการวิจัยพบว่า เมื่อใช้สารสกัดจากเมล็ดฟักทองในการรักษาคนไข้ที่เป็นต่อมลูกหมากโต 2,245 คน 41.4% มีอาการทางเดินปัสสาวะดีขึ้น และอีก 46.1% ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ในคนไข้เกือบทั้งหมด
อาจเพราะสารสกัดจากเมล็ดฟักทอง มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนแอนโตรเจน ที่เป็นตัวการทำให้ต่อมลูกหมากโต ดังนั้นการรับทานเมล็ดฟักทอง อาจช่วยป้องกันโรคต่อมลูกหมากโตในผู้ชายได้
7.ช่วยลดน้ำหนัก
ฟักทองมีไฟเบอร์สูง ช่วยให้อิ่มท้องได้ง่าย ทำให้ความอยากอาหารลดลง นอกจากนี้ ยังมีแคลอรีน้อยและไขมันต่ำ จึงเหมาะสำหรับประกอบอาหารและทานเพื่อควบคุมน้ำหนัก หรือลดน้ำหนัก
ข้อควรระวัง
- ฟักทองมีฤทธิ์อุ่น ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีกระเพาะร้อน เช่น ผู้ที่มักมีอาการกระหายน้ำ ปัสสาวะเหลือง ท้องผูก มีแผลในช่องปาก เหงือกบวมเป็นประจำ เป็นต้น
- ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากรับประทานเกินพอดี อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้
วิธีปลูก ฟักทอง ด้วยตัวเอง

วิธีปลูกฟักทอง นิยมปลูกโดยการเพาะเมล็ด และ เริ่มปลูกในแปลงเพาะทันที เพราะเป็นพืชที่มีระบบรากลึก ทำให้ไม่นิยมปลูกในถุงเพาะต้นกล้าแล้วค่อยย้ายลงแปลงปลูก โดยวิธีนี้ นำมาจาก Youtuber ช่อง Sivakorn Channel มีรายละเอียดดังนี้
การเตรียมพื้นที่สำหรับปลูก
พื้นที่ปลูกควรเป็นที่ราบ ไม่มีน้ำท่วมขัง (หากเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง ควรขุดยกร่องขึ้นมา) ขนาด 3 x 3 เมตร ขึ้นไป เพื่อให้สามารถรองรับการเลื้อยของลำต้นและผลที่มีขนาดใหญ่ได้ ส่วนดินที่ใช้ปลูก ควรใช้ ดินร่วน ดินร่วนปนทราย ที่ระบายน้ำได้ดี เนื้อดินไม่แน่น มีความเป็นกรดด่าง หรือ ค่า pH อยู่ที่ 5.5 – 6.5
ช่วงเวลาที่ควรปลูก
ปลูกได้ดีที่สุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธุ์ และต้นฤดูหนาว คือ ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม โดยข้อดีของการปลูกในช่วงหน้าหนาว คือ จะได้ดอกตัวเมียเยอะ ซึ่งต่อไปจะพัฒนาเป็นผลฟักทองนั่นเอง
วิธีปลูกฟักทอง
การดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวฟักทอง

การดูแลรักษาฟักทอง
- การให้น้ำ
ฟักทองชอบน้ำแต่ ไม่ชอบแฉะ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอทุกเช้า โดยพยายามฉีดที่โคนต้น อย่าให้โดนใบ เพราะจะทำให้เกิดโรคราแป้งได้ง่าย เมื่อเริ่มติดผลให้ลดน้ำลงเล็กน้อยเพื่อป้องกันผลแตก - การใส่ปุ๋ย
- ช่วงแรก (บำรุงต้น): ใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง (เช่น 46-0-0) เพื่อเร่งเถาและใบ
- ช่วงออกดอก (บำรุงผล): เปลี่ยนไปใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ (เช่น 15-15-15) หรือสูตรตัวหลังสูงเพื่อเพิ่มคุณภาพเนื้อ
- การช่วยผสมเกสร
เป็นส่วนที่สำคัญมาก เนื่องจากดอกของฟักทองมีการแยกเพศ จึงอาจทำให้แมลงทำการผสมเกสรไม่ทัน- ให้เด็ดดอกตัวผู้ (ก้านยาว) มาเด็ดกลีบดอกออก แล้วนำเกสรไปถูเบาๆ ที่ยอดเกสรตัวเมีย (ดอกที่มีลูกกลมๆ ที่โคน) ช่วงเวลา 06.00 – 09.00 น.
- การจัดเถาและรองผล
ควรหาฟางหรือตาข่ายมารองผลฟักทอง เพื่อไม่ให้ผลสัมผัสกับดินโดยตรง ซึ่งจะช่วยป้องกันความชื้นและแมลงในดินกัดเจาะจนเน่า
การเก็บเกี่ยว ฟักทอง
ระยะเวลาเก็บเกี่ยวจะอยู่ที่ประมาณ 80 – 120 วัน หลังปลูก (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) โดยมีจุดสังเกต ดังนี้
- ผิวของฟักทองจะเปลี่ยนเป็นสีนวล หรือสีเข้มจัดตามสายพันธุ์
- ขั้วผลเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลแห้ง และมีรอยแยกแตกเล็กน้อย
- ใช้นิ้วเคาะจะมีเสียงดัง “ปึกๆ” (เสียงทึบ) แสดงว่าเนื้อแน่นเต็มที่แล้ว สามารถเก็บเกี่ยวได้
- ลองใช้เล็บจิกลงที่ผิว ถ้าจิกไม่เข้าแสดงว่าแก่จัดพร้อมเก็บเกี่ยว
เป็นยังไงบ้างคะ สำหรับวิธีปลูก ฟักทอง ที่นำมาฝากในวันนี้ ใครอยากปลูกไว้ทานเองที่บ้านหรือปลูกขาย ก็สามารถนำไปปฏิบัติตามได้เลย รับรองว่า ปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตดี ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และผู้ที่สนใจได้อย่างแน่นอนค่ะ!
สำหรับใครที่อยากลอง ปลูกฟักทอง โดยการเพาะกล้าในกระถางก่อน แล้วค่อยย้ายลงแปลงปลูกภายในบ้าน แนะนำให้ใช้ กระถางผ้า เพื่อช่วยให้คุณปลูกต้นฟักทองได้อย่างง่ายดาย ระบายน้ำและอากาศได้ดี ทำให้ดินมีความชุ่มชื้น ช่วยเร่งรากและทำให้ต้นฟักทองเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว





