
รู้จักลูกยอ ประโยชน์เยอะ และคุณค่าทางสุขภาพที่หลายคนอาจไม่รู้
ลูกยอ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักกันมายาวนาน แต่ก็ยังมีหลายคนที่อาจไม่คุ้นเคยนัก บทความนี้ SGE จะพาไปรู้จักกับ ลูกยอคืออะไร พร้อมเจาะลึกสรรพคุณและประโยชน์ต่อสุขภาพว่ามีอะไรบ้าง
ลูกยอ คืออะไร

ชื่อสมุนไพร
ยอ
ชื่อวิทยาศาสตร์
Morinda citrifolia
ชื่อสามัญ
Indian mulberry
วงศ์
Rubiaceae
ยอ ผลไม้เขตร้อน เป็นพืชพื้นเมือง ในแถบโพลีนีเซียตอนใต้ และได้แพร่กระจายไปยังประเทศอื่น ๆ ในปัจจุบัน พืชชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ในประเทศไทย รู้จักกันในชื่อ ลูกยอ หรือยอ, ในประเทศมาเลเซีย รู้จักกันในชื่อ เมอกาดู, ในเอเชีย เรียกว่า นเฮา, แถบหมู่เกาะตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก เรียกกันว่า โนนู และในเกาะซามัว ทองกา ราราทองกา ตาฮิติ เรียกกันว่า โนโน หรือว่า โนนิ
ลูกยอ มีลักษณะอย่างไร

- ลำต้น
เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 2–6 เมตร ลำต้นเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางราว 5–10 เซนติเมตร เปลือกบางติดเนื้อไม้ สีเหลืองนวลแกมขาว ผิวหยาบ แตกกิ่งน้อยประมาณ 3–5 กิ่ง ทำให้ทรงพุ่มไม่ชัดเจน - ใบ
เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน รูปรีหรือขอบขนาน กว้างประมาณ 10–20 ซม. ยาว 15–30 ซม. ใบอ่อนสีเขียวสด ใบแก่สีเขียวเข้ม ผิวใบมันเกลี้ยงทั้งสองด้าน ขอบใบเป็นคลื่น โคนและปลายใบแหลม ด้านบนใบมักพบตุ่มที่เกิดจากแบคทีเรีย - ดอก
ออกเป็นช่อกลมเดี่ยว สีขาว รูปหลอด แทงออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาวประมาณ 3–4 ซม. เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นท่อ ยาว 8–12 มม. ปลายแยกเป็น 4–5 แฉก มีกลิ่นอ่อน - ผล
เป็นผลรวม (Multiple fruit) ผิวเป็นตุ่มพอง ขนาดกว้าง 3–5 ซม. ยาว 3–10 ซม. ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลืองอมเขียว เมื่อสุกสีเหลืองและซีดขาวตามอายุ เมล็ดมีจำนวนมาก แบน สีน้ำตาลเข้ม มีถุงอากาศภายใน ทำให้ ลอยน้ำได้
ลูกยอ สรรพคุณ และประโยชน์ มีอะไรบ้าง?
ลูกยอนั้น มีประโยชน์ ทางด้านคุณค่าของอาหารมากมาย ยกตัวอย่างได้ ดังนี้
- ลูกยอเป็นแหล่งของแคลเซียม และยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง
- ช่วยในการชะลอวัย และความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย
- ช่วยบำรุงผิวพรรณ หนังศีรษะ และส้นผม
- น้ำลูกยอ ช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้
- น้ำสกัดจากใบยอ มีส่วนช่วยรักษาโรคเบาหวาน
- น้ำสกัดจากลำต้นยอ, น้ำสกัดจากใบยอ ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
- ลูกยอ, ใบยอ ช่วยแก้วัณโรค ด้วยการใช้ผล หรือใบทำเป็นยาพอก
- ช่วยแก้อาการ คลื่นไส้ อาเจียนได้
- ช่วยขับลมในลำไส้ ช่วยในการย่อยอาหาร แก้อาการอาหารไม่ย่อย แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง ช่วยลดอาการท้องผูกได้
- ในทางการแพทย์สมัยใหม่ จะใช้ลูกยอ ช่วยบำบัด และรักษาโรคมะเร็ง
ลูกยอ สรรพคุณ จัดเป็นยาสมุนไพร ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในเรื่องการช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และถูกบรรจุอยู่ในยาสมุนไพร ในงานสาธารณสุขมูลฐาน โดยลูกยอสุก เป็นยาชั้นเลิศ ในการช่วยขับลม และช่วยย่อยอาหาร แต่สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ ไม่ควรรับประทานผลยอ เพราะจะมีผลโดยตรงต่อระบบการหมุนเวียนของเลือดในครรภ์ และอาจทำให้แท้งบุตรได้
ลูกยอ ใช้ทำอะไรได้บ้าง

- ลูกยอสุก นำมาจิ้มกินกับเกลือ หรือกะปิ
- ลูกห่ามใช้ทำส้มตำ
- ใบอ่อน นำมาลวกกินกับน้ำพริก ใช้ทำแกงจืด แกงอ่อม ผัดไฟแดง หรือนำมาใช้รองกระทงห่อหมก เวลากินห่อหมก ควรกินใบยอด้วย เพราะมีวิตามินสูง
- นำมาใช้ทำสีย้อมผ้า โดยราก นำมาใช้ย้อมสีให้สีแดง และสีน้ำตาลอ่อน ส่วนเปลือก จะให้สีแดง เนื้อเปลือก จะให้สีเหลืองใช้ย้อมผ้าบาติก
- ปัจจุบัน มีการนำลูกไปแปรรูป โดยคั้นเป็นน้ำลูกยอ
- รากยอ มีการนำมาใช้แกะสลัก ทำรงควัตถุ สีเหลือง
- ใบสด มีการนำมาใช้ทำเป็นอาหารสัตว์ หรือนำมาเลี้ยงตัวหนอนไหม
- ลูกยอสุก มีการนำมาใช้ทำเป็นอาหารหมู
- มีการนำมาใช้ทำเป็นยารักษาสัตว์ ในการแพทย์ทางเลือกสมัยใหม่
ข้อควรระวังในการทานลูกยอ
- สารโปรซีโรนีน ที่พบในน้ำลูกยอ ต้องการน้ำย่อย เปปซิน (Pepsin) และสภาพความเป็นกรดในกระเพาะ เพื่อเปลี่ยนเป็นซีโรนิน ดังนั้น หากรับประทานน้ำลูกยอขณะที่ท้องอิ่มแล้ว จะทำให้มีผลทาเภสัชของสารซีโรนินน้อยลง
- คุณค่า และสรรพคุณน้ำลูกยอ จะลดลง เมื่อรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์
- การบด หรือการสกัดน้ำลูกยอ ไม่ควรทำให้เมล็ดยอแตก เพราะสารในเมล็ดยอ มีฤทธิ์เป็นยาระบาย อาจทำให้ถ่ายบ่อยได้
- ผู้ป่วยโรคไต ไม่ควรดื่มน้ำลูกยอ เพราะมีเกลือ โปแตสเซียมสูง อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้
- สตรีมีครรภ์ ไม่ควรบริโภคลูกยอ เพราะผลยอมีฤทธิ์ขับโลหิต อาจทำให้แท้งบุตรได้
การขยายพันธุ์ลูกยอ
การปลูกลูกยอ นิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ด แต่สามารถขายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นได้เช่นกัน เช่น การปักชำ การตอนกิ่ง แต่การเพาะเมล็ด จะให้ผลที่ดีกว่า และอัตราการรอดจะสูงกว่าวิธีอื่น โดยการเพาะเมล็ด จะใช้วิธีการบีบแยกเมล็ดออกจากผลสุก แล้วล้างด้วยน้ำ และกรองเมล็ดออก ผลที่ใช้ต้องเป็นผลสุกจัด ที่ร่วงจากต้นที่มีสีขาว เนื้อผลอ่อนนิ่ม ซึ่งจะได้เมล็ดที่มีสีดำ หรือสีน้ำตาลเข้ม เมล็ดที่ได้ต้องนำไปตากแห้ง 3-5 วันก่อน และนำมาเพาะในถุงเพาะชำ ให้มีต้นสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ก่อนนำลงปลูก ต้นยอ เป็นพันธุ์ไม้ที่ดูแลง่าย ไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืช หรือโรคพืชมาก และยังเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพดินเค็ม และสภาวะแห้งแล้งอีกด้วย จึงทำให้มีการแพร่กระจายพันธุ์อย่างรวดเร็วด้วย
สรุปแล้ว ลูกยอ เป็นผลไม้สมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารอาหารและคุณค่าทางสุขภาพมากมาย ทั้งช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงร่างกาย และดูแลระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย แม้รสชาติและกลิ่นอาจไม่ถูกใจทุกคน แต่เมื่อนำมาแปรรูปหรือรับประทานอย่างเหมาะสม ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกจากธรรมชาติที่ช่วยดูแลสุขภาพได้อย่างดี ใครที่มองหาสมุนไพรพื้นบ้านดี ๆ ลูกยอถือว่าไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ



