ผักสลัด 17 ชนิด มีอะไรบ้าง พันธุ์ไหนอร่อย มีประโยชน์อย่างไร?

ผักสลัด 17 ชนิด มีอะไรบ้าง พันธุ์ไหนอร่อย มีประโยชน์อย่างไร?

By Published On: พฤศจิกายน 26th, 2025

ใครที่คิดว่าผักสลัดมีอยู่แค่ไม่กี่อย่าง เตรียมเปลี่ยนความคิดได้เลยค่ะ! บทความนี้จึงขอรวบรวม ผักสลัด ยอดนิยม 17 ชนิด ทั้งพันธุ์ที่อร่อยเด็ดและประโยชน์เน้น ๆ มาให้คุณได้รู้จัก เพื่อเป็นตัวช่วยให้คุณเลือกผักที่ถูกใจและอัปเกรดจานสลัดของคุณให้เฮลท์ตี้และไม่น่าเบื่ออีกต่อไปค่ะ!

ผักสลัด ยอดนิยม 17 ชนิด

ไปดูกันเลยค่ะว่า ผักสลัดที่นิยมทานกันจะมีอะไรบ้าง?

1) ผักกาดหอม

กรีนคอรัล ผักกาดหอม (Green Coral Lettuce)

กรีนคอรัล ผักกาดหอม (Green Coral Lettuce) ผักสลัดที่ได้รับความนิยมและพบได้ทั่วไปตามท้องตลาด มีลักษณะคล้ายปะการัง ในภาษาอังกฤษจึงเรียกว่า “Coral”

  • ลักษณะเด่น : ใบนุ่ม สีเขียวอ่อนตลอดทั้งใบ ปลายใบจะมีลักษณะหยิกกว้าง ห่อกันเป็นชั้น ๆ มีรสขมเล็กน้อย
  • ประโยชน์ : แคลอรี่ต่ำ มีอะโฟมีเลต ไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องการขับถ่าย ป้องกันโรคโลหิตจาง บำรุงสายตา ช่วยระบบกล้ามเนื้อและหัวใจทำงานปกติ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง
  • การรับประทาน : นิยมทานสด ๆ เป็นเครื่องเคียง เช่น เนื้อย่าง ลาบ ผัดไทย น้ำพริก ทานเป็นผักแนบกับสาคูไส้หมูและอาหารอื่น ๆ มากกว่าทำสลัด นอกจากนี้ยังใช้เป็นผักในแกงจืดหรือต้มเลือดหมูด้วย

2) เรดคอรัล

เรดคอรัล (Red Coral Lettuce)

เรดคอรัล (Red Coral Lettuce) ผักสลัด ชนิดเดียวกับกรีนคอรัล แตกต่างกันเพียงปลายใบที่มีสีน้ำตาลอมแดงหรือสีแดงอมม่วง

  • ลักษณะเด่น : ใบนุ่ม สีเขียวอ่อน ปลายใบมีสีแดงเข้มอมน้ำตาล ปลายใบมีลักษณะหยิกกว้าง ห่อกันเป็นชั้น ๆ
  • ประโยชน์ : กระตุ้นน้ำย่อยได้ดีกว่าผักกาดหอมสีเขียวธรรมดา และยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีกากใยอาหาร ช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดไขมันและอนุมูลอิสระที่เกาะตามผนังลำไส้ ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณ ช่วยให้หลับง่าย มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ล้างพิษ ขับเหงื่อ อุดมไปด้วยฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และเบต้าแคโรทีนที่ช่วยบำรุงร่างกายและสายตา
  • การรับประทาน : ส่วนใหญ่จะใช้ทำเมนูสลัดสุขภาพ เช่น สลัดอกไก่ โดยใช้ เรดคอรัล เป็นผักชนิดหลักในจานสลัดนั้น แล้วเพิ่มผักและผลไม้อื่น ๆ เช่น หอมใหญ่ ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศ เข้าไป หรือนำไปย่างและทำเป็นเมนูสลัดผักย่าง เป็นเครื่องเคียง คู่เมนูยำช่วยดับเผ็ดก็ได้

3) กรีนโอ๊ค

กรีนโอ๊ค (Green Oak Lettuce)

กรีนโอ๊ค (Green Oak Lettuce) ผักสลัดที่คนนิยมซื้อและปลูกเพื่อขายในท้องตลาดมากที่สุด

  • ลักษณะเด่น : ลักษณะเป็นพุ่ม สีเขียวอ่อน ใบจะหยิกทั้งใบ ปลายใบจะเป็นแฉกโค้งแยกออกจากกัน รสชาติหวาน กรอบ
  • ประโยชน์ : มีกากใย ช่วยให้ย่อยอาหาร นอกจากนี้ ยังมีวิตามินบี วิตามินซี และไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องท้องผูก บำรุงสายตากล้ามเนื้อและเส้นผมได้
  • การรับประทาน : เข้ากับน้ำสลัดและอาหารจานอื่น ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม จึงมักเป็นผักสลัดที่มีอยู่ในทุกเมนู ส่วนมากมักรับประทานคู่กับผักสลัดเช่น เรดโอ๊ต ฟิลเลไอซ์เบิร์ก สามารถนำไปทำเมนูสลัดเช่น สลัดแซลม่อน หรือ เป็นสลัดเครื่องเคียง ในจานสเต็กก็ได้

4) เรดโอ๊ค

เรดโอ๊ค (Red Oak Lettuce)

เรดโอ๊ค (Red Oak Lettuce) เป็นผักสลัดที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่คริสต์ศษตวรรษที่ 17 จนถึงปัจจุบัน และยังเป็นผักสลัดที่เราเห็นได้โดยทั่วไป

  • ลักษณะเด่น : มีสีแดงเข้มเบอร์กันดี บริเวณขอบใบจะมีลักษณะหยัก ๆ โดยอาจมีสีเขียวแซมบ้างเป็นบางใบ
  • ประโยชน์ : มีวิตามินสำคัญ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี โฟเลต และธาตุเหล็ก และเป็นผักที่มีกากใยสูง ช่วยในการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี
  • การรับประทาน : มักทานคู่กับกรีนโอ๊ค และนิยมทานสดมากกว่า สามารถนำไปใช้ปรุงเมนูสลัด หรือ ทานคู่กับเมนูเนื้อต่าง ๆ

5) ผักกาดแก้ว

ผักกาดแก้ว (Iceberg Lettuce)

ผักกาดแก้ว (Iceberg Lettuce) ผักสลัดที่ปลูกง่ายและเป็นที่ต้องการของตลาดมาก โดยที่มาของชื่อ  lceberg มาจากความกรุบกรอบคล้ายก้อนน้ำแข็ง “ไอซ์เบิร์ก”

  • ลักษณะเด่น : ใบสีเขียวอ่อน ลำต้นเป็นกอ ขอบใบหยัก บางกรอบ  ม้วนห่อเป็นหัวหลวม ๆ
  • ประโยชน์ : ช่วยให้นอนหลับง่าย มีฮีโมโกลบินช่วยต้านมะเร็งและรักษาโรคโลหิตจาง โดยเฉพาะในหญิงมีครรภ์ และยังช่วยแก้อาการท้องผูก ได้อีกด้วย ผักกาดแก้ว ยังเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะมีคาร์โบไฮเดรตเพียง 3 เปอร์เซ็นต์หรือน้อยกว่า
  • การรับประทาน : นิยมกินเป็นผักสด แกล้มกับ ยำ ลาบ หรือสาคูไส้หมู หรือนำมาใส่ในแฮมเบอร์เกอร์ และแซนวิช หรือนำผักกาดแก้วมาผัดไฟแดงได้ แต่ส่วนใหญ่ คนจะนำผักกาดแก้ว มาใช้ในการทำสลัดมากที่สุด จึงได้ชื่อว่า “ราชาแห่งสลัด” และใช้เป็นผักตกแต่ง หัวจานอาหาร ส่วนเมล็ด นำมาทำเป็นน้ำมันผสมน้ำสลัด
  • อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน 👉 รู้จัก ผักกาดแก้ว ปลูกง่าย ประโยชน์มากมายที่คาดไม่ถึง

6) บัตเตอร์เฮด

บัตเตอร์เฮด (Butterhead Lettuce)

บัตเตอร์เฮด (Butterhead Lettuce) เรียกอีกอย่างว่า ผักกาดบอสตัน  ลักษณะคล้ายกะหล่ำปลีผสมกับกรีนโอ๊ค เป็นอีกหนึ่ง ผักสลัด ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ผักสลัดชนิดอื่น

  • ลักษณะเด่น : ปลายใบมีความกลมมนคล้ายวงรี  อัดแน่นเป็นก้อนกลมเหมือนหัวกะหล่ำปลี พุ่มสวยงามคล้ายกลีบดอกไม้ มีรสสัมผัสนุ่ม เบา รสชาติหวาน กรอบ ฉ่ำน้ำ กลิ่นไม่ฉุน
  • ประโยชน์ : ช่วยบำรุงเม็ดเลือดแดง ป้องกันโลหิตจางช่วยบำรุงระบบประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงสายตา บำรุงผิวและช่วยลดคลอเรสตอรอลได้
  • การรับประทาน : รับประทานสด หรือ กินคู่กับน้ำสลัด ใส่เป็นผักในแฮมเบอร์เกอร์ แซนวิซ หรือรับประทานร่วมกับเนื้อย่างหอม ๆ ก็ได้ หรือใครชอบรสชาติไทยสามารถทานกับน้ำพริก หรือเป็นเครื่องเคียงในยำก็อร่อยไปอีกแบบ หรือนำบัตเตอร์เฮดไปเป็นส่วนผสมในซีซาร์สลัดก็ได้

7) ฟิลเลย์ไอซ์เบิร์ก

ฟิลเล่ไอซ์เบิร์ก (Frillice Iceberg Lettuce)

ฟิลเล่ไอซ์เบิร์ก (Frillice Iceberg Lettuce) ลักษณะคล้ายผักกาดหอม แต่ใบฟิลเล่ไอซ์เบิร์กจะหยิกเป็นฝอยและมีสีเขียวเข้มกว่าผักกาดหอม

  • ลักษณะเด่น : ลักษณะทรงพุ่ม ใบเป็นฝอยหยิกคล้ายเกร็ดน้ำแข็ง กาบใบห่อเป็นชั้น ๆ ใบแข็งแต่กรอบ ก้านอวบ กรอบ  รสชาติหวาน ใบสีเขียวเข้มกว่าผักกาดหอม
  • ประโยชน์ : ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ให้วิตามินซีสูง และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่เป็นหวัดง่าย นอกจากนี้ ยังมีโฟเลตที่จำเป็นต่อการเติบโตของทารกในครรภ์ จึงเป็นผักที่สตรีมีครรภ์ควรทาน
  • การรับประทาน : รับประทานสด ๆ เป็นสลัด สามารถทานคู่กับกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ผักกาดคอส และผักสลัดอื่น ๆ นอกจากนี้ยังนิยมรับประทานเป็นเครื่องเคียงในยำที่มีรสจัดอีกด้วย

8) แรดิคิโอ

แรดิชชิโอ (Radicchio)

แรดิชชิโอ (Radicchio) รูปทรงคล้ายกะหล่ำปลี แต่ใบมีสีม่วงแดง ผักชนิดนี้หลายคนอาจยังไม่เคยรู้จัก เนื่องจากไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าใดนัก

  • ลักษณะเด่น : คล้ายกะหล่ำปลี ใบมีสีม่วงอมแดง เส้นใบสีขาว ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ รสชาติขมเล็กน้อย แต่ถ้าไม่ได้รับน้ำและแสงแดดที่เพียงพอ สีของใบจะออกเป็นสีเขียวและมีรสชาติขมมาก
  • ประโยชน์ : ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ให้วิตามินซีสูง และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่เป็นหวัดง่าย นอกจากนี้ ยังมีโฟเลตที่จำเป็นต่อการเติบโตของทารกในครรภ์ จึงเป็นผักที่สตรีมีครรภ์ควรทาน
  • การรับประทาน : รับประทานสด ตกแต่งในสลัด เพิ่มสีสันของอาหาร แต่หากใครไม่ชอบรสขม สามารถนำไปต้มน้ำลดความขมได้

9) ผักคอส / กรีนคอส

ผักคอส หรือ กรีนคอส (Cos Lettuce)

ผักคอส หรือ กรีนคอส (Cos Lettuce) เป็นผักสลัดอีกชนิดที่ได้รับความนิยมมาก เพราะรสชาติอร่อย ไม่ขม ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว

  • ลักษณะเด่น :  ใบสีเขียวเรียวยาวเป็นทรงพุ่ม ห่อเป็นรูปกลมยาวหรือเป็นรูปกรวย มีใบหนาและเนื้อใบที่อ่อนนุ่ม อาจห่อกันแบบหลวมหรือห่อกันแน่นก็ได้ ส่วนรสสัมผัสมีความกรอบอร่อย กลิ่นไม่ฉุน
  • ประโยชน์ : อุดมไปด้วยไฟเบอร์และวิตามิน ช่วยในการขับถ่าย แก้อาการท้องผูก จุกเสียด แน่นท้อง บำรุงกระดูกและฟัน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยให้กล้ามเนื้อและจังหวะการเต้นของหัวใจเป็นปกติ
  • การรับประทาน : รับประทานสด ๆ เป็นสลัด ซีซาร์สลัด เมนูแซนด์วิช หรือใช้ห่อเมี่ยงหมูย่าง เมี่ยงปลาเผา หรือใส่ในก๋วยเตี๋ยวลุยสวน หรือจะกินแบบผักสดแนมกับน้ำพริกก็เข้ากันดี

10) ผักกาดหวาน / เบบี้กรีนคอส

ผักกาดหวาน ผักสลัดเบบี้ หรือ เบบี้กรีนคอส (Baby Green Cos)

ผักกาดหวาน ผักสลัดเบบี้ หรือ เบบี้กรีนคอส (Baby Green Cos) เป็นผักคอสขนาดเล็ก ทางฝั่งยุโรปเรียก Baby Gem Lettuce เพราะก้านและใบมีขนาดเล็กกะทัดรัด

  • ลักษณะเด่น : ลักษณะอวบอ้วน มีข้อสั้น ใบด้านนอกอ่อนนุ่ม ใบด้านในสีอ่อนห่อเป็นชั้น ๆ เหมือนผักกาดขาว รสชาติหวานกรอบ ฉ่ำน้ำ
  • ประโยชน์ : อุดมไปด้วยวิตามิน A C K และ Zea-xanthin สารประกอบลูทีน สารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสื่อมของจอประสาทตาในผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังช่วยขับน้ำนม บำรุงตับ แก้ปวด ป้องกันโรคโลหิตจาง บำรุงร่างกาย ป้องกันโรคเบาหวาน แก้ไอ แก้ไข้ ช่วยระบบขับถ่าย ขับพยาธิ รักษาริดสีดวงทวาร ฯลฯ
  • การรับประทาน : รับประทานสด ใช้รับประทานเป็นผักสลัด นำมาประกอบอาหารเมนูต่าง ๆ ได้หลายเมนู

11) ผักกาดหอมต้น

ผักกาดหอมต้น (Celtuce)

ผักกาดหอมต้น (Celtuce) หลายคนเรียกว่า ผักสลัดจีน หรือ โอซุ่น (Wosun) ผักยอดฮิตที่เจอได้ตามร้านสุกี้หม่าล่าสายพาน นำเข้ามาจากประเทศจีน ปลูกได้ที่ภาคเหนือของประเทศไทย

  • ลักษณะเด่น : ลำต้นอวบ ก้านค่อนข้างยาวใหญ่ ใบสีเขียวหยักปลายแหลม ทานได้ทั้งลำต้นและใบ แต่ส่วนของลำต้นจะได้รับความนิยมมากกว่า รสชาติหวานกรอบ
  • ประโยชน์ : เป็นผักที่มีฤทธิ์เย็น ดีต่อหัวใจ ลดความดันโลหิต ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงสายตา ป้องกันโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก เสริมสร้างระบบกระดูกและฟัน บำรุงครรภ์ ดีต่อทรากในครรภ์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์
  • การรับประทาน : ประกอบอาหารไห้หลายเมนู ทั้งลวก ต้ม ยำ ผัด ทานแบบสด หรือเป็นเครื่องเคียงอาหารได้เช่นเดียวกับผักสลัดชนิดอื่น ๆ

12) เคล

เคล (Kale)

เคล (Kale) หลายคนเรียก ผักคะน้าใบหยิก อยู่ในตะกูลเดียวกับกะหล่ำปลี ถูกยกให้เป็น Super Food และยังได้รับการยอมรับว่าเป็น The Queen of Green ราชินีแห่งผักใบเขียว เพราะเปี่ยมไปด้วยสารอาหารที่อัดแน่นเมื่อเทียบกับผักสีเขียวอื่น ๆ ในปริมาณเท่ากัน

  • ลักษณะเด่น : ลำต้นทรงกลม ตั้งตรง ใบมีลักษณะหลายแบบขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ บ้างก็เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปหอก รูปเรียวแหลม ขอบใบมีทั้งเรียบ ลอน หยิก สีเขียวเข้มและสีม่วง
  • ประโยชน์ : มีลูทีน ซีแซนทีน เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินเค คลอโรฟิลล์ และไฟเบอร์สูงมาก ป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือด ต้านการอักเสบ ต้านความเป็นพิษของสารพิษ ป้องกันโรคในระบบทางเดินอาหาร ต้านมะเร็ง ต้านจุลินทรีย์ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร ช่วยการขับถ่าย ฯลฯ
  • การรับประทาน : รับประทานสด เป็นเครื่องเคียงอาหาร แปรเป็นน้ำผักเพื่อสุขภาพ ทำเป็นผงผักเคล และนำไปอบกรอบ แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้
  • อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ ผักเคล (Kale) ประโยชน์ โทษที่ต้องรู้ พร้อมวิธีปลูกให้โตสวยและไม่ขม

13) ร็อกเก็ตป่า / ไวลด์ ร็อกเก็ต

ไวลด์ ร็อกเก็ต (Wild Rocket)

ไวลด์ ร็อกเก็ต (Wild Rocket) หนึ่งในพืชกลุ่มสมุนไพรที่มีสรรพคุณต่อร่างกาย มีรสชาติและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์

  • ลักษณะเด่น : ใบเรียวยาว สีเขียวเข้ม ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย มีกลิ่นฉุนและรสชาติเผ็ดอ่อน ๆ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
  • ประโยชน์ : มีวิตามินเอและวิตามินซีสูงเป็นแหล่งของกลูโคซิโนเลต ช่วยกระตุ้นการทำงานของตับในการผลิตเอนไซม์ ต้านการเกิดโรคมะเร็ง ป้องกันโรคเบาหวาน แก้ไอ แก้ไข้ ช่วยขับเสมหะ ช่วยรักษาเจ็บคอ ช่วยขับเหงื่อ แก้ท้องผูก
  • การรับประทาน : นิยมนำมาทานสดเป็นสลัด และนำมาเป็นส่วนประกอบอาหาร โดยเฉพาะอาหารตะวันตก เช่น โรยบนหน้าพิซซ่า สอดไส้แซนด์วิช หรือทานคู่มะเขือเทศสด มอสซาเรลล่าชีส โหระพา

14) เบบี้ร็อกเก็ต / อลูกูล่าร็อกเก็ต

เบบี้ร็อกเกต (Baby Rocket) หรือ อลูกูล่า ร็อกเก็ต (Arugula Rocket)

เบบี้ร็อกเกต (Baby Rocket) หรือ อลูกูล่า ร็อกเก็ต (Arugula Rocket) ประเทศไทยรู้จักกันในชื่อ “ สลัดร็อกเก็ต”

  • ลักษณะเด่น : ใบกลม โค้งมน รสชาติเผ็ดร้อนน้อยกว่าไวลด์ร็อกเก็ต
  • ประโยชน์ : ช่วยกระตุ้นการทำงานของตับในการผลิตเอนไซม์ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ต่อต้านอินซูลิน อีกทั้งยังมีใยอาหารหลากหลาย ช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย และกำจัดไขมันส่วนเกินในร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยล้างสารพิษในร่างกาย ควบคุมความดันเลือด ทำให้กระดูกแข็งแรง
  • การรับประทาน : นิยมทานสด ใส่สลัด หรือกินคู่กับน้ำสลัดที่มีส่วนผสมน้ำส้มสายชูหรือน้ำสลัดรสจัดเข้มข้น

15) เบบี้สปิแนช

เบบี้สปิแนช (Baby Spinach)

เบบี้สปิแนช (Baby Spinach) พืชชนิดเดียวกับปวยเล้ง รับประทานในขณะที่เป็นต้นอ่อน เป็นผักที่นิยมรับประทานและปลูกกันในหลายประเทศทั่วโลก

  • ลักษณะเด่น : ใบกลม สีเขียวเข้ม ก้านใบยาว คล้ายใบหูกวาง รสชาติมีความหวานเล็กน้อย
  • ประโยชน์ : เบบี้สปิแนชอุดมไปด้วยแคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามิน A,C,K  ช่วยบำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง บำรุงกระดูก บำรุงฟัน  บำรุงหัวใจ ป้องกันหวัด ช่วยระบบขับถ่าย แก้ท้องผูก และช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย
  • การรับประทาน : นิยมรับประทานสด ส่วนผสมในสลัด และนำมาประกอบอาหารเมนูต่าง ๆ เช่น โรยหน้าพิซซ่า ผัดผักโขม ผักโขมอบชีส เป็นต้น

16) มิซูน่า

มิซูนะ (Mizuna)

มิซูนะ (Mizuna) มีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น หลายคนรู้จักกันในชื่อ ผักกาดน้ำญี่ปุ่น หรือ เกียวนะ (Kyona)

  • ลักษณะเด่น : ใบสีเขียวเข้ม ขอบใบหยักเหมือนฟันเลื่อย ลำต้นบาง เนื้อสัมผัสกรอบ รสชาติฝาด เผ็ด และมีกลิ่นฉุนเล็กน้อย
  • ประโยชน์ : คุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยกรดโฟลิก วิตามินซีและเคสูง มีเบต้าแคโรทีนและกากใยอาหาร ช่วยเสริมความแข็งแรงของร่างกาย ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงเลือด ช่วยเรื่องความงามของผิวพรรณและเส้นผม รวมถึงยังมีแคลเซียมในปริมาณที่สูงช่วยบำรุงกระดูกและฟันได้อีกด้วย
  • การรับประทาน : ส่วนใหญ่คนญี่ปุ่นมักจะนำมิซูนะทำเป็นซุปหรือต้มเป็นน้ำแกง นำมาปรุงสุกเป็นเมนูอื่น ๆ เช่น เมนูผัด ใส่ในซุปมิโซะ หม้อไฟ หรือสุกี้ นอกจากนี้ยังนิยมนำมาทำสลัด หรือนำมาดอง รับประทานเป็นเครื่องเคียงอาหารหลายเมนู

17) อัลฟัลฟา

อัลฟัลฟา (Alfaifa Sprousts)

อัลฟัลฟา (Alfaifa Sprousts) พืชตระกูลถั่วขนาดเล็ก อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย ได้รับสมญานามว่าเป็น “ราชาแห่งอาหารทั้งมวล” ในอดีตถูกใช้เป็นอาหารสัตว์และการทำปศุสัตว์ แต่ปัจจุบันอัลฟัลฟากลายเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ

  • ลักษณะเด่น : ลักษณะคล้ายถั่วงอก แต่ต้นเล็กและบางกว่า มีใบสีเขียวขนาดเล็ก กลิ่นคล้ายกับถั่วลันเตา
  • ประโยชน์ : บำรุงกระดูก ต้านมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดคอเรสตอรอล ลดการอุดตันของเส้นเลือด ดีต่อลำไส้ รักษาโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ช่วยระบบเผาผลาญ มีสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยเรื่องสุขภาพของผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน
  • การรับประทาน : ทานได้ทั้งแบบสดเหมือนกับการกินถั่วงอก หรือจะกินเป็นผักเครื่องเคียง เช่น น้ำพริก ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว นอกจากนี้ยังนิยมนำมาใส่สลัดผักรวม หรือเป็นผักเคียงในแซนด์วิช หรือใส่เป็นเครื่องเคียงในอาหารประเภทเมี่ยงคำ ฯลฯ

ทิ้งท้าย! วิธีเก็บรักษา ผักสลัด ให้สดนานขึ้น

เพราะว่าวันหนึ่ง ๆ เราอาจจะทานผักสลัดที่ซื้อมาไม่หมด และอยากจะเก็บไว้ทานในวันถัด ๆ ไป การดูแลรักษาผักให้สดใหม่อยู่เสมอ จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ยังคงรสสัมผัสและคุณค่าสารอาหารไว้ได้ครบ โดยวิธีเก็บรักษามีดังนี้

1. คลุมด้วยกระดาษทิชชู่ แล้วห่อด้วยพลาสติกแรป

  • การคลุมด้วยกระดาษทิชชู แล้วห่อด้วยพลาสติกแรป ถือเป็นวิธีการเก็บรักษาผักไว้ได้นานวิธีหนึ่ง เพราะกระดาษทิชชูจะช่วยดูดซับความชื้น ซึ่งทำให้ใบเปียกและเปลี่ยนสี ทว่าที่สำคัญต้องอย่าลืมเปลี่ยนกระดาษทิชชูบ่อย ๆ หรือถ้าหากใครคิดว่าไอเดียนี้ยุ่งยากเกินไป ก็สามารถใช้วิธีโรยเกลือลงบนใบเล็กน้อย รับรองว่าช่วยดูดความชื้นส่วนเกินออกมาได้เหมือนกัน โดยวิธีนี้เหมาะกับการเก็บรักษาผักกาดหอมมากที่สุด

2. เก็บในกล่องหรือถุงพลาสติก แล้วแช่ตู้เย็น

  • ผักใบเขียว เช่น ผักกาดขาว ผักกาดหอม จะเก็บไว้ได้นานขึ้น ถ้าหากล้างให้สะอาด แล้วเช็ดด้วยกระดาษทิชชูหรือผ้าเช็ดจาน ก่อนนำไปใส่กล่องหรือถุงพลาสติกและแช่เก็บไว้ในตู้เย็น ซึ่งนอกเหนือจากจะช่วยยืดอายุการใช้งานแล้ว ยังทำให้ใช้งานสะดวกขึ้นอีกด้วย

3. เก็บไว้ในถุงซีลสูญญากาศ 

  • วิธีเก็บผักสลัดและผักสมุนไพรให้สดนานขึ้น ให้ใส่ไว้ในถุงที่มีอากาศเล็กน้อย พร้อมปิดซีลอย่างแน่นหนา หรือเด็ดใบที่เน่าแล้วออกไปก่อน ห่อด้วยกระดาษทิชชูอเนกประสงค์ แล้วใส่ไว้ในถุงซิปล็อก จึงค่อยนำไปแช่ตู้เย็น ก็จะช่วยให้เก็บผักไว้ได้นานขึ้น

ใครอยากจะทานผักสลัด แต่ติดปัญหาที่เก็บไม่เพียงพอ ไม่มีเวลาออกไปซื้อใหม่ในทุก ๆ วัน จนอยากหาวิธีที่จะเก็บผักให้ได้นานที่สุด เพื่อประหยัดเวลา และสามารถนำผักสลัดมาทานได้ทุกเมื่อ แนะนำให้เก็บผักสลัดด้วย ถุงพลาสติก หรือ ถุงซีลสุญญากาศ SGE แล้วใช้ เครื่องซีลสุญญากาศ SGE ในการปิดผนึกและซีลถุงให้แน่น เพราะใช้งานได้สะดวก สามารถซีลถุงได้ในระยะเวลาไม่ถึง 1 นาที ช่วยให้การเก็บวัตถุดิบเป็นไปอย่างรวดเร็ว และประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ

แชร์บทความนี้

แสดงความคิดเห็น